<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สารธรรม - นักธรรม ธรรมศึกษา บาลี</title>
	<atom:link href="https://dhamma.lcbp.co.th/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://dhamma.lcbp.co.th</link>
	<description>ศูนย์การเรียนรู้ โดย บริษัท สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์ จำกัด</description>
	<lastBuildDate>Thu, 28 Nov 2024 07:31:46 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://dhamma.lcbp.co.th/wp-content/uploads/2024/10/cropped-cropped-logolcp2019-32x32.png</url>
	<title>สารธรรม - นักธรรม ธรรมศึกษา บาลี</title>
	<link>https://dhamma.lcbp.co.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>พุทธประวัติ (ย่อ)</title>
		<link>https://dhamma.lcbp.co.th/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad/</link>
					<comments>https://dhamma.lcbp.co.th/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 25 Nov 2024 15:10:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สารธรรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhamma.lcbp.co.th/?p=1495</guid>

					<description><![CDATA[<p>พุทธประวัติ (ย่อ) ประสูติ&#160; พระพุทธเจ้า พระนามเดิมว [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhamma.lcbp.co.th/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad/">พุทธประวัติ (ย่อ)</a> first appeared on <a href="https://dhamma.lcbp.co.th">นักธรรม ธรรมศึกษา บาลี</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p></p>


<div class="wp-block-image zoom">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><a href="https://www.lcbp.co.th/product/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%a1%e0%b8%90-%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5/" target="_blank" rel=" noreferrer noopener"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="498" height="749" src="https://dhamma.lcbp.co.th/wp-content/uploads/2024/11/พุทธประวัติ-ตรี-หน้า.jpg" alt="" class="wp-image-1492" style="width:182px;height:auto" srcset="https://dhamma.lcbp.co.th/wp-content/uploads/2024/11/พุทธประวัติ-ตรี-หน้า.jpg 498w, https://dhamma.lcbp.co.th/wp-content/uploads/2024/11/พุทธประวัติ-ตรี-หน้า-199x300.jpg 199w" sizes="(max-width: 498px) 100vw, 498px" /></a></figure>
</div>


<div style="height:34px" aria-hidden="true" class="wp-block-spacer"></div>



<h1 class="wp-block-heading has-text-align-center">พุทธประวัติ (ย่อ)</h1>



<h2 class="wp-block-heading">ประสูติ&nbsp;</h2>



<p class="jus">พระพุทธเจ้า พระนามเดิมว่า <strong>“สิทธัตถะ“</strong> เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนาง<strong>สิริมหามายา</strong> แห่งกรุง<strong>กบิลพัสดุ์ </strong>แคว้น<strong>สักกะ</strong> พระองค์ทรงถือกำเนิดใน<strong>ศากยวงค์</strong> สกุล<strong>โคตมะ</strong> พระองค์ประสูติ ในวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ (เดือนวิสาขะ) ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี ณ สวน<strong>ลุมพินีวัน</strong> ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ กับกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ (ปัจจุบันคือตำบลรุมมินเด ประเทศเนปาล)</p>



<h2 class="wp-block-heading">การขนานพระนาม และทรงเจริญพระชนม์</h2>



<p class="jus">พระราชกุมารได้รับการทำนายจาก<strong>อสิตฤาษี</strong>หรือกาฬเทวิลดาบส มหาฤาษีผู้บำเพ็ญฌานอยู่ในป่าหิมพานต์ซึ่งเป็นที่ทรงเคารพนับถือของพระเจ้าสุทโธทนะว่า “พระราชกุมารนี้เป็นอัจฉริยมนุษย์ มีลักษณะมหาบุรุษครบถ้วน บุคคลที่มีลักษณะดังนี้ หากเป็นฆราวาสจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ หรือหา ออกผนวช จักต้องตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลกเป็นแน่“     </p>



<p class="jus">หลังจากประสูติได้ ๕ วัน <strong>พระเจ้าสุทโธทนะ</strong>โปรดให้ประชุมพระประยูรญาติ และเชิญพราหมณ์ ผู้เรียนจบไตรเพท จำนวน ๑๐๘ คน เพื่อมาทำนายพระลักษณะของพระราชกุมาร       </p>



<p class="jus">พระประยูรญาติได้พร้อมใจกันถวายพระนามว่า<strong> “สิทธัตถะ”</strong> มีความหมายว่า “ผู้มีความสำเร็จสมประสงค์ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนตั้งใจจะทำ” ส่วนพราหมณ์เหล่านั้นคัดเลือกกันเองเฉพาะผู้ที่ทรงวิทยาคุณประเสริฐกว่าพราหมณ์ทั้งหมดได้ ๘ คน เพื่อทำนายพระราชกุมาร พราหมณ์ ๗ คนแรก ต่างก็ทำนายไว้ ๒ ประการ คือ “ถ้าพระราชกุมารเสด็จอยู่ครองเรือนก็จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม หรือถ้าเสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิตจักเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก” ส่วน<strong>โกณฑัญญะ</strong>พราหมณ์ ผู้มีอายุน้อยกว่าทุกคน ได้ทำนายเพียงอย่างเดียวว่า พระราชกุมารจักเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิต แล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก“</p>



<p class="jus">เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ ๗ วัน พระราชมารดาก็เสด็จสวรรคต (การเสด็จสวรรคตดังกล่าวเป็นประเพณีของผู้ที่เป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้า) พระเจ้าสุทโธทนะทรงมอบหมายให้พระนางมหาปชาบดีโคตมีซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา เป็นผู้ถวายอภิบาลเลี้ยงดู เมื่อพระสิทธัตถะทรงพระเจริญมีพระชนมายุได้ ๘ พรรษา ได้ทรงศึกษาในสำนักอาจารย์<strong>วิศวามิตร</strong> ซึ่งมีเกียรติคุณแพร่ขจรไปไกลไปยังแคว้นต่างๆ เพราะเปิดสอนศิลปวิทยาถึง ๑๘ สาขา เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาศิลปวิทยาเหล่านี้ได้อย่างว่องไว และเชี่ยวชาญจนหมดความสามารถของพระอาจารย์</p>



<h2 class="wp-block-heading">อภิเษกสมรส</h2>



<p class="jus">ด้วยพระราชบิดามีพระราชประสงค์มั่นคงที่จะให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงครองเพศฆราวาสเป็นพระจักพรรดิผู้ทรงธรรม จึงพระราชทานความสุขเกษมสำราญ แวดล้อมด้วยความบันเทิงนานาประการแก่พระราชโอรสเพื่อผูกพระทัยให้มั่นคงในทางโลก เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเจริญพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะมีพระราชดำริว่าพระราชโอรสสมควรจะได้อภิเษกสมรส จึงโปรดให้สร้างปราสาทอันวิจิตรงดงามขึ้น ๓ หลัง สำหรับให้พระราชโอรสได้ประทับอย่างเกษมสำราญตามฤดูกาลทั้ง ๓ คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว แล้วตั้งชื่อปราสาทนั้นว่า รมยปราสาท สุรมยปราสาท และสุภปราสาทตามลำดับ และทรงสู่ขอพระนาง<strong>พิมพา</strong>หรือ<strong>ยโสธรา</strong> พระราชธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะและพระนางอมิตา แห่งเทวทหะนคร ในตระกูลโกลิยวงค์ ให้อภิเษกด้วย เจ้าชายสิทธัตถะได้เสวยสุขสมบัติ จนพระชนมายุมายุได้ ๒๙ พรรษา พระนางพิมพายโสรธาจึงประสูติพระโอรส พระองค์มีพระราชหฤทัยสิเนหาในพระโอรสเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระองค์ทรงทราบถึงการประสูติของพระโอรสพระองค์ตรัสว่า “ราหุโล ชาโต, พันธนัง ชาตัง , บ่วงเกิดแล้ว , เครื่องจองจำเกิดแล้ว“</p>



<h2 class="wp-block-heading">ออกบรรพชา</h2>



<p class="jus">เจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นผู้มีพระบารมีอันบริบูรณ์ ถึงแม้พระองค์จะทรงพรั่งพร้อมด้วยสุขสมบัติมหาศาลก็มิได้พอพระทัยในชีวิตคฤหัสถ์ พระองค์ยังทรงมีพระทัยฝักใฝ่ใคร่ครวญถึงสัจธรรมที่จะเป็นเครื่องนำทางซึ่งความพ้นทุกข์อยู่เสมอ พระองค์ได้เคยสด็จประพาสอุทยาน ได้ทอดพระเนตร<strong>เทวทูต</strong>ทั้ง ๔ คือคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต พระองค์จึงสังเวชพระทัยในชีวิต และพอพระทัยในเพศบรรพิต มีพระทัยแน่วแน่ที่จทรงออกผนวช เพื่อแสวงหาโมกขธรรมอันเป็นทางดับทุกข์ถาวรพ้นจากวัฏสงสารไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก พระองค์จึงตัดสินพระทัยเสด็จออกทรงผนวช โดยพระองค์ทรง<strong>ม้ากัณฐกะ</strong> พร้อมด้วยนาย<strong>ฉันนะ</strong> มุ่งสู่แม่น้ำ<strong>อโนมานที </strong>แคว้นมัลละ รวมระยะทาง ๓๐ โยชน์ (ประมาณ ๔๘๐ กิโลเมตร) เสด็จข้ามฝั่งแม่น้ำอโนมานทีแล้วทรงอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิต และทรงมอบหมายให้นายฉันนะนำเครื่องอาภรณ์และม้ากัณฐกะกลับนครกบิลพัสดุ์</p>



<h2 class="wp-block-heading">เข้าศึกษาในสำนักดาบส</h2>



<p class="jus">ภายหลังที่ทรงผนวชแล้ว พระองค์ได้ประทับอยู่ ณ อนุปิยอัมพวัน แคว้นมัลละเป็นเวลา ๗ วัน จากนั้นจึงเสด็จไปยังกรุง<strong>ราชคฤห์ แคว้นมคธ พระเจ้าพิมพิสาร</strong>ได้เสด็จมาเฝ้าพระองค์ ณ เงื้อมเขาปัณฑวะ ได้ทรงเห็นพระจริยาวัตรอันงดงามของพระองค์ก็ทรงเลื่อมใส และทรงทราบว่าพระสมณสิทธัตถะทรงเห็นโทษในกาม เห็นทางออกบวชว่าเป็นทางอันเกษม จะจาริกไปเพื่อบำเพ็ญเพียร และทรงยินดีในการบำเพ็ญเพียรนั้น พระเจ้าพิมพิสารได้ตรัสว่า “ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน และเมื่อได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ขอได้โปรดเสด็จมายังแคว้นของกระหม่อมฉันเป็นแห่งแรก“ ซึ่งพระองค์ก็ทรงถวายปฏิญญาแด่พระเจ้าพิมพิสาร</p>



<p class="jus">การแสวงหาธรรมระยะแรกหลังจากทรงผนวชแล้ว สมณสิทธัตถะได้ทรงศึกษาในสำนัก<strong>อาฬารดาบส กาลามโคตร</strong> และ<strong>อุทกดาบส รามบุตร</strong> ณ กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระองค์ได้ทรงประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของอาฬารดาบส กาลามโคตร ทรงได้สมาบัติคือ ทุติยฌาน ตติยฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วิญญานัญจายตนฌาน และอากิญจัญญายตนฌาน ส่วนการประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักอุทกดาบส รามบุตร นั้นทรงได้สมาบัติ ๘ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน สำหรับฌานที่ ๑ คือปฐมฌานนั้น พระองค์ทรงได้ขณะกำลังประทับขัดสมาธิเจริญอานาปานสติกัมมัฏฐานอยู่ใต้ต้นหว้า เนื่องในพระราชพิธีวัปปมงคล (แรกนาขวัญ) เมื่อครั้งทรงพระเยาว์</p>



<p class="jus">เมื่อสำเร็จการศึกษาจากทั้งสองสำนักนี้แล้วพระองค์ทรงทราบว่ามิใช่หนทางพ้นจากทุกข์ บรรลุพระโพธิญาณ ตามที่ทรงมุ่งหวัง พระองค์จึงทรงลาอาจารย์ทั้งสอง เสด็จไปใกล้บริเวณแม่น้ำ<strong>เนรัญชรา</strong> ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ</p>



<h2 class="wp-block-heading">บำเพ็ญทุกรกิริยา</h2>



<p class="jus">“ทุกร“ หมายถึง สิ่งที่ทำได้ยาก “<strong>ทุกรกิริยา</strong>” หมายถึงการกระทำกิจที่ทำได้ยาก ได้แก่การบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมวิเศษ” </p>



<p class="jus">เมื่อพระองค์ทรงหันมาศึกษาค้นคว้าด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแทนการศึกษาเล่าเรียนในสำนักอาจารย์ ณ ทิวเขา<strong>ดงคสิริ</strong> ใกล้ลุ่มแม่น้ำเนรัญชรานั้น พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา คือการบำเพ็ญอย่างยิ่งยวดในลักษณะต่างๆเช่น การอดพระกระยาหาร การทรมานพระวรกายโดยการกลั้นพระอัสสาสะ พระปัสสาสะ (ลมหายใจ) การกดพระทนต์ การกดพระตาลุ (เพดาน) ด้วยพระชิวหา (ลิ้น) เป็นต้น พระมหาบุรุษได้ทรงทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นเวลาถึง ๖ ปี ก็ยังมิได้ค้นพบสัจธรรมอันเป็นทางหลุดพ้นจากทุกข์ พระองค์จึงทรงเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยา แล้วกลับมาเสวยพระกระยาหารเพื่อบำรุงพระวรกายให้แข็งแรง ในการคิดค้นวิธีใหม่ ในขณะที่พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญทุกรกิริยานั้น ได้มี<strong>ปัญจวัคคีย์ </strong>คือ พราหมณ์ทั้ง ๕ คน ได้แก่ <strong>โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ</strong> เป็นผู้คอยปฏิบัติรับใช้ ด้วยหวังว่าพระมหาบุรุษตรัสรู้แล้วพวกตนจะได้รับการสั่งสอนถ่ายทอดความรู้บ้าง และเมื่อพระมหาบุรุษเลิกล้มการบำเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจัคคีย์ก็ได้ชวนกันละทิ้งพระองค์ไปอยู่ ณ ป่า<strong>อิสิปตนมฤคทายวัน </strong>นครพาราณสี เป็นผลให้พระองค์ได้ประทับอยู่ตามลำพังในที่อันสงบเงียบ ปราศจากสิ่งรบกวนทั้งปวง พระองค์ได้ทรงตั้งพระสติดำเนินทางสายกลาง คือการปฏิบัติในความพอเหมาะพอควร นั่นเอง</p>



<h2 class="wp-block-heading">ตรัสรู้</h2>



<p class="jus">พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เวลารุ่งอรุณ ในวันเพ็ญเดือน ๖ (เดือน<strong>วิสาขะ</strong>) ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี      <strong>นางสุชาดา</strong>ได้นำข้าว<strong>มธุปายาส</strong>เพื่อไปบวงสรวงเทวดา ครั้นเห็นพระมหาบุรุษประทับที่โคนต้น<strong>อชปาลนิโครธ</strong> (ต้นไทร)ด้วยอาการอันสงบ นางคิดว่าเป็นเทวดา จึงถวายข้าวมธุปายาส แล้วพระองค์เสด็จไปสู่ท่าสุปดิษฐ์ริมฝั่งแม่น้ำ<strong>เนรัญชรา</strong> ทรงวางถาดทองคำบรรจุข้าวมธุปายาสแล้วลงสรงสนานชำระล้างพระวรกาย แล้วทรงผ้ากาสาวพัสตร์อันเป็นธงชัยของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ หลังจากเสวยแล้วพระองค์ทรงจับถาดทองคำขึ้นมาอธิษฐานว่า “ถ้าเราจักสามารถตรัสรู้ได้ในวันนี้ ก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยทวนกระแสน้ำไป แต่ถ้ามิได้เป็นดังนั้นก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยไปตามกระแสน้ำเถิด“ แล้วทรงปล่อยถาดทองคำลงไปในแม่น้ำ ถาดทองคำลอยตัดกระแสน้ำไปจนถึงกลางแม่น้ำเนรัญชราแล้วลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปไกลถึง ๘๐ ศอก จึงจมลงตรงที่กระแสน้ำวน ในเวลาเย็นพระองค์เสด็จกลับมายังต้นโพธิ์ที่ประทับ คนหาบหญ้าชื่อ<strong>โสตถิยะ</strong>ได้ถวายหญ้าปูลาดที่ประทับ ณ ใต้ต้นโพธิ์ พระองค์ประทับหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า “แม้เลือดในกายของเราจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูกก็ตาม ถ้ายังไม่บรรลุธรรมวิเศษแล้ว จะไม่ยอมหยุดความเพียรเป็นอันขาด “เมื่อทรงตั้งจิตอธิษฐานเช่นนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงสำรวมจิตให้สงบแน่วแน่ มีพระสติตั้งมั่น มีพระวรกายอันสงบ มีพระหทัยแน่วแน่เป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากกิเลส ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อนโยน เหมาะแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ทรงน้อมพระทัยไปเพื่อ<strong>ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ</strong> (ญาณเป็นเหตุระลึกถึงขันธ์ที่อาศัยในชาติปางก่อนได้)ในปฐมยามแห่งราตรี ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื่อ<strong>จูตุปาตญาณ</strong> (ญาณกำหนดรู้การตาย การเกิดของสัตว์ทั้งหลาย) ในมัชฌิมยามแห่งราตรี ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื่อ<strong>อาสวักขยญาณ</strong> (ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวกิเลสทั้งหลาย) คือทรงรู้ชัดตามความเป็นจริง <strong>(อริยสัจ ๔)</strong> ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อทรงรู้เห็นอย่างนี้ จิตของพระองค์ก็ทรงหลุดพ้นจากกามสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วพระองค์ก็ทรงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ทรงรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป นั่นคือพระองค์ทรงบรรลุวิชชาที่ ๓ คือ อาสวักขยญาณ ในปัจฉิมยาม แห่งราตรีนั้นเอง ซึ่งก็คือการตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จากการที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีมาอย่างยิ่งยวด พระองค์ทรงตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน ๖ ปีระกา ขณะพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา นับแต่วันที่สด็จออกผนวชจนถึงวันตรัสรู้ธรรม รวมเป็นเวลา ๖ ปี พระธรรมอันประเสริฐที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น คือ <strong>อริยสัจ ๔ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค)</strong></p>



<h2 class="wp-block-heading">ประกาศพระศาสนาครั้งแรก</h2>



<p class="jus">เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงเสวยวิมุติสุข ณ บริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา ๗ สัปดาห์ ทรงรำพึงว่า ธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้เป็นการยากสำหรับคนทั่วไป จึงทรงน้อมพระทัยไปในทางที่จะไม่ประกาศธรรม พระสหัมบดีพรหมทราบวาระจิตของพระองค์จึงอาราธนาให้โปรดมนุษย์ โดยเปรียบเทียบมนุษย์เหมือนดอกบัว ๔ เหล่า และในโลกนี้ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง สัตว์เหล่านั้นจะเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ผู้ที่สามารถรู้ทั่วถึงธรรมได้ ยังมีอยู่ “พระพุทธเจ้าจึงทรงน้อมพระทัยไปในการแสดงธรรม แล้วเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ <strong>ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน</strong> ทรงแสดงปฐมเทศนา ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ (เดือน<strong>อาสาฬหะ</strong>) เรียกว่า <strong>ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร </strong>ในขณะที่ทรงแสดงธรรม ท่าน<strong>อัญญาโกณฑัณญะ</strong>ได้ธรรมจักษุ คือบรรลุพระ<strong>โสดาบัน</strong> ได้ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกการบวชครั้งนี้ว่า“ เอหิภิกขุอุปสัมปทา ” พระอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา </p>



<h2 class="wp-block-heading">โปรดชฏิล 3 พี่น้อง</h2>



<p class="jus">พระพุทธเจ้าเสด็จถึงตำบลอุรุเวลา พบชฏิลสามพี่น้อง คือ <strong>อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ </strong>และ<strong>คยากัสสปะ </strong>ซึ่งเป็นหัวหน้าชฏิลรวม 1,000 คน พระองค์ทรงพักในโรงบูชาเพลิงที่มีพญานาคดุร้าย ทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ทำให้พญานาคสงบ และอุรุเวลกัสสปเลื่อมใส แต่ยังคิดว่าพระพุทธเจ้าไม่เป็นพระอรหันต์</p>



<p class="jus">พระพุทธเจ้าทรงแสดงฤทธิ์หลายครั้ง เช่น ทราบความคิดในใจของอุรุเวลกัสสปะ เดินทางไปอุตตรกุรุทวีป เก็บผลไม้จากชมพูทวีปและดอกปาริฉัตตกะจากดาวดึงส์ ทรงนิรมิตไฟ 500 กองเพื่อให้ชฏิลผิงในฤดูหนาว และบันดาลให้น้ำไม่ท่วมบริเวณที่ทรงจงกรม</p>



<p class="jus">สุดท้าย พระพุทธเจ้าตรัสให้อุรุเวลกัสสปะสละความคิดผิด และอุรุเวลกัสสปะพร้อมชฏิล 500 คนขออุปสมบท ชฏิลนทีกัสสปะและคยากัสสปะพร้อมบริวารอีก 500 คน เมื่อทราบข่าวก็ตัดสินใจอุปสมบทตาม</p>



<p class="jus">พระพุทธเจ้าทรงแสดง <strong>อาทิตตปริยายสูตร</strong> สอนเรื่องความร้อนจากราคะ โทสะ โมหะ และการสิ้นทุกข์จนจิตพ้นอาสวะ ภิกษุทั้งหมด 1,000 รูปจึงบรรลุพระอรหัตผลในที่สุด</p>



<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">โอวาทปาฏิโมกข์</h2>



<p class="jus">ในวันเพ็ญเดือนมาฆะ พระพุทธเจ้าทรงแสดง <strong>โอวาทปาฏิโมกข์</strong> แก่พระสงฆ์ 1,250 รูปที่มาประชุมโดยมิได้นัดหมาย ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร <strong>โอวาทปาฏิโมกข์</strong> คือหลักธรรมสำคัญที่พระองค์ทรงสรุปเพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติ ได้แก่</p>



<ol class="wp-block-list">
<li class="tab"><strong>หลักการ</strong>: ละเว้นการทำความชั่วทุกชนิด ทำความดีให้ถึงพร้อม และชำระจิตใจให้บริสุทธิ์</li>



<li class="tab"><strong>อุดมการณ์</strong>: ความอดทนเป็นตบะสูงสุด การไม่เบียดเบียนกัน และการไม่กล่าวร้ายตอบ</li>



<li class="tab"><strong>วิธีการ</strong>: ไม่ทำบาปทั้งปวง ประกอบสุจริต และมุ่งการทำจิตใจให้บริสุทธิ์</li>
</ol>



<p class="jus">วันดังกล่าวถือเป็นวันสำคัญที่พระพุทธเจ้าทรงวางแนวทางหลักการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างชัดเจน เป็นที่มาของวัน <strong>มาฆบูชา</strong> ในปัจจุบัน.</p>



<h2 class="wp-block-heading">โปรดอัครสาวก</h2>



<p class="่jus">หลังตรัสรู้ได้ 9 เดือน พระพุทธเจ้าเสด็จไปยัง <strong>แคว้นมคธ</strong> เพื่อโปรด <strong>อุปติสสะ</strong> และ <strong>โกลิตะ</strong> สองเพื่อนสนิทผู้แสวงหาความหลุดพ้น อุปติสสะได้พบพระอัสสชิ หนึ่งในปัญจวัคคีย์ และฟังธรรมเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท จากนั้นได้นำคำสอนมาเล่าให้โกลิตะฟัง ทั้งสองจึงเดินทางมาพบพระพุทธเจ้า</p>



<p class="jus">พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ทั้งสองจนบรรลุโสดาปัตติผล และภายหลังบวชในพระพุทธศาสนา ทรงตั้งชื่อว่า <strong>พระสารีบุตร</strong> และ <strong>พระโมคคัลลานะ</strong> ต่อมา พระสารีบุตรบรรลุอรหัตผลจากการฟังธรรมเรื่องเวทนาปริคคหสูตร ส่วนพระโมคคัลลานะบรรลุอรหัตผลจากการเจริญสมถะและวิปัสสนา ทั้งสองได้เป็น <strong>อัครสาวกเบื้องขวาและเบื้องซ้าย</strong> ผู้มีปัญญาและฤทธิ์เลิศตามลำดับ.</p>



<h2 class="wp-block-heading">กลับกรุงกบิลพัสดุ์ โปรดพระปยูรญาติ</h2>



<p class="jus">หลังจากตรัสรู้ได้ 7 พรรษา พระพุทธเจ้าเสด็จกลับ <strong>กรุงกบิลพัสดุ์</strong> เพื่อโปรดพระประยูรญาติแห่ง <strong>ศากยวงศ์</strong> ตามคำกราบทูลของ <strong>กาฬุทายี</strong> อำมาตย์จากพระเจ้าสุทโธทนะ ซึ่งเป็นพระราชบิดา เมื่อเสด็จถึงกรุงกบิลพัสดุ์ พระองค์ทรงแสดงธรรมโปรดพระญาติในที่ต่าง ๆ ดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li class="tab"><strong>โปรดพระเจ้าสุทโธทนะ</strong>: พระองค์ทรงแสดงธรรมโปรด ณ พระราชนิเวศน์ พระเจ้าสุทโธทนะทรงบรรลุโสดาบัน และในเวลาต่อมาทรงบรรลุอรหัตผลก่อนเสด็จสวรรคต</li>



<li class="tab"><strong>เหตุการณ์ฝนโบกขรพรรษ</strong>: ในวันที่เสด็จเยี่ยมพระญาติ พระพุทธเจ้าประทับ ณ <strong>สวนตาลหนุ่ม</strong> พระญาติหลายพระองค์มิได้แสดงความเคารพ พระพุทธเจ้าจึงแสดงปาฏิหาริย์ โดยบันดาลให้ฝนโบกขรพรรษซึ่งเป็นฝนเย็นเหมือนน้ำอบ ตกลงเฉพาะบนพระองค์ ทำให้พระญาติสำนึกและแสดงความเคารพ</li>



<li class="tab"><strong>โปรดพระนางพิมพา (ยโสธรา)</strong>: ทรงแสดงธรรมโปรดให้พระนางพิมพาบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน</li>



<li class="tab"><strong>โปรดพระราหุล</strong>: พระราหุล ซึ่งเป็นพระโอรส ได้ขอบรรพชา พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้บรรพชาเป็นสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา</li>



<li class="tab"><strong>โปรดพระนางมหาปชาบดีโคตมี</strong>: พระนางมหาปชาบดีโคตมี ทรงกราบทูลขอบวช และต่อมาได้เป็นพระภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธศาสนา</li>
</ol>



<p>เหตุการณ์ครั้งนี้ พระพุทธเจ้าทรงเผยแผ่ธรรมะให้พระประยูรญาติบรรลุธรรมหลากหลายขั้น และเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายพระพุทธศาสนาในศากยวงศ์.</p>



<h2 class="wp-block-heading">ทรงปรินิพาน</h2>



<p class="jus">พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพุทธกิจอยู่จนพระชนมายุ ๘๐ พรรษา พระองค์เสด็จจำพรรษาสุดท้าย ณ เมือง<strong>เวสาลี </strong>ในวาระนั้นพระพุทธองค์ทรงพระชราภาพมากแล้วทั้งยังประชวรหนักด้วย พระองค์ได้ทรงพระดำเนินจากเวสาลีสู่เมืองกุสินาราเพื่อเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ เมืองนั้น พระพุทธองค์ได้หันกลับไปทอดพระเนตรเมืองเวสาลีซึ่งเคยเป็นที่ประทับ นับเป็นการทอดทัศนาเมืองเวสาลีเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเสด็จต่อไปยังเมืองปาวา เสวยพระกระยาหารเป็นครั้งสุดท้ายที่บ้านนาย<strong>จุนทะ</strong> บุตรนายช่างทอง พระพุทธองค์ทรงพระประชวรหนักอย่างยิ่ง ทรงข่มอาพาธประคองพระองค์เสด็จถึง<strong>สาลวโนทยาน</strong> (ป่าสาละ)ของเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานพระองค์ได้อุปสมบทแก่พระ<strong>สุภัททะปริพาชก</strong> นับเป็นสาวกองค์สุดท้ายที่พระพุทธองค์ทรงบวชให้ ในท่ามกลางคณะสงฆ์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์และปุถุชน</p>



<p class="jus">พระราชา ชาวเมืองกุสินารา และจากแคว้นต่างๆรวมทั้งเทวดาทั่วหมื่นโลกธาตุ พระพุทธองค์ได้มีพระดำรัสครั้งสำคัญว่า &#8220;โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา. ดูกรอานนท์ ธรรมแลวินัยใด ที่เราได้แสดงแล้ว และบัญญัติแล้ว แก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย ในเมื่อเราล่วงลับไป (ที.ม.10/141/178)&#8221; และพระพุทธองค์ได้แสดง<strong>ปัจฉิมโอวาท</strong>แก่พระภิกษุสงฆ์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นวาจาครั้งสุดท้าย ที่เราจะกล่าวแก่ท่านทั้งหลาย สังขารทั้งหลายทั้งปวงมีความสิ้นไปและเสื่อมไปเป็นธรรมดา. ท่านทั้งหลายจงทำความรอดพ้นให้บริบูรณ์ถึงที่สุด ด้วยความไม่ประมาทเถิด “</p>



<p class="jus">แม้เวลาล่วงมาถึงศตวรรษที่ ๒๕ แล้ว นับตั้งแต่พระองค์ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และเสด็จดับขันธปรินิพพานที่นอกเมืองกุสินาราในประเทสอินเดีย แต่คำสั่งสอนอันประเสริฐของพระองค์หาได้ล่วงลับไปด้วยไม่ คำสั่งสอนเหล่านั้นยังคงอยู่ เป็นเครื่องนำบุคคลให้ข้ามพ้นจากความมีชีวิต ขึ้นไปสู่ซึ่งคุณค่ายิ่งกว่าชีวิต คือการพ้นจากวัฏสงสารนั่นเอง</p>



<p class="jus">หลังจากพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว สาวกของพระองค์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์และมิใช่พระอรหันต์ได้ช่วยบำเพ็ญกรณียกิจเผยแผ่พระพุทธวัจนะอันประเสริฐไปทั่วประเทศอินเดีย และขยายออกไปทั่วโลก เป็นที่ยอมรับว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความเป็นจริง มีเหตุผลเชื่อถือได้และ เป็นศาสนาแห่งสันติภาพและเสรีภาพอย่างแท้จริง<br>สรุปพุทธกิจในรอบวันของพระพุทธองค์</p>



<p>๑. ปุพพัณเห ปิณฑปาตัญจ ตอนเช้าเสด็จออกบิณฑบาตเพื่อโปรดเวไนยสัตว์<br>๒.สายัณเห ธัมมเทสะนัง ตอนเย็นทรงแสดงธรรมโปรดมหาชนที่มาเข้าเฝ้า<br>๓.ปโทเส ภิกขุโอวาทัง ตอนหัวค่ำประทานโอวาทแก่ภิกษุทั้งเก่าและใหม่<br>๔.อัฑฒรัตเต เทวะปัญหานัง ตอนเที่ยงคืนทรงวิสัชชนาปัญหาให้แก่เทวดาชั้นต่างๆ<br>๕.ปัจจุสเสวะ คเต กาเล ภัพพาภัพเพ วิโลกะนัง ตอนใกล้รุ่งตรวจดูสัตว์โลกที่สามารถและไม่สามารถบรรลุธรรมได้ แล้วเสด็จไปโปรดถึงที่ แม้ว่าหนทางจะลำบากเพียงใดก็ตาม</p>



<div class="wp-block-kadence-spacer aligncenter kt-block-spacer-1495_b5cc05-ca"><div class="kt-block-spacer kt-block-spacer-halign-center"><hr class="kt-divider"/></div></div>



<div class="wp-block-kadence-column kadence-column1495_78ac55-d7"><div class="kt-inside-inner-col"></div></div><p>The post <a href="https://dhamma.lcbp.co.th/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad/">พุทธประวัติ (ย่อ)</a> first appeared on <a href="https://dhamma.lcbp.co.th">นักธรรม ธรรมศึกษา บาลี</a>.</p>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://dhamma.lcbp.co.th/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นวโกวาท ธรรมวิภาค</title>
		<link>https://dhamma.lcbp.co.th/%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%97-%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84/</link>
					<comments>https://dhamma.lcbp.co.th/%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%97-%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 24 Nov 2024 07:29:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สารธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมวิภาค]]></category>
		<category><![CDATA[นวโกวาท]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhamma.lcbp.co.th/?p=1384</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทุกะ คือ หมวด ๒ &#160;ธรรมมีอุปการะมาก ๒ อย่าง&#160;๑.  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhamma.lcbp.co.th/%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%97-%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84/">นวโกวาท ธรรมวิภาค</a> first appeared on <a href="https://dhamma.lcbp.co.th">นักธรรม ธรรมศึกษา บาลี</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-block-image zoom">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><a href="https://www.lcbp.co.th/product/%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%97-%e0%b8%a1%e0%b8%90-%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5/" target="_blank" rel=" noreferrer noopener"><img decoding="async" width="504" height="749" src="https://dhamma.lcbp.co.th/wp-content/uploads/2024/11/นวโกวาท-ตรี-หน้า.jpg" alt="" class="wp-image-1389" style="width:217px;height:auto" srcset="https://dhamma.lcbp.co.th/wp-content/uploads/2024/11/นวโกวาท-ตรี-หน้า.jpg 504w, https://dhamma.lcbp.co.th/wp-content/uploads/2024/11/นวโกวาท-ตรี-หน้า-202x300.jpg 202w" sizes="(max-width: 504px) 100vw, 504px" /></a></figure>
</div>


<div style="height:35px" aria-hidden="true" class="wp-block-spacer"></div>



<div class="wp-block-kadence-advancedbtn kb-buttons-wrap kb-btns1384_d4361c-65"><a class="kb-button kt-button button kb-btn1384_e69fba-87 kt-btn-size-standard kt-btn-width-type-auto kb-btn-global-fill  kt-btn-has-text-true kt-btn-has-svg-false  wp-block-kadence-singlebtn" href="#2"><span class="kt-btn-inner-text">ธรรมะหมวด ๒</span></a>

<a class="kb-button kt-button button kb-btn1384_5af338-98 kt-btn-size-standard kt-btn-width-type-auto kb-btn-global-fill  kt-btn-has-text-true kt-btn-has-svg-false  wp-block-kadence-singlebtn" href="#3"><span class="kt-btn-inner-text">ธรรมะหมวด ๓</span></a>

<a class="kb-button kt-button button kb-btn1384_f174f5-f7 kt-btn-size-standard kt-btn-width-type-auto kb-btn-global-fill  kt-btn-has-text-true kt-btn-has-svg-false  wp-block-kadence-singlebtn" href="#4"><span class="kt-btn-inner-text">ธรรมะหมวด ๔</span></a>

<a class="kb-button kt-button button kb-btn1384_23f3f0-22 kt-btn-size-standard kt-btn-width-type-auto kb-btn-global-fill  kt-btn-has-text-true kt-btn-has-svg-false  wp-block-kadence-singlebtn" href="#5"><span class="kt-btn-inner-text">ธรรมะหมวด ๕</span></a>

<a class="kb-button kt-button button kb-btn1384_4102b6-e2 kt-btn-size-standard kt-btn-width-type-auto kb-btn-global-fill  kt-btn-has-text-true kt-btn-has-svg-false  wp-block-kadence-singlebtn" href="#6"><span class="kt-btn-inner-text">ธรรมะหมวด ๖</span></a>

<a class="kb-button kt-button button kb-btn1384_b3ad1f-61 kt-btn-size-standard kt-btn-width-type-auto kb-btn-global-fill  kt-btn-has-text-true kt-btn-has-svg-false  wp-block-kadence-singlebtn" href="#7"><span class="kt-btn-inner-text">ธรรมะหมวด ๗</span></a>

<a class="kb-button kt-button button kb-btn1384_e4cb66-90 kt-btn-size-standard kt-btn-width-type-auto kb-btn-global-fill  kt-btn-has-text-true kt-btn-has-svg-false  wp-block-kadence-singlebtn" href="#8"><span class="kt-btn-inner-text">ธรรมะหมวด ๘</span></a>

<a class="kb-button kt-button button kb-btn1384_aefaf1-b5 kt-btn-size-standard kt-btn-width-type-auto kb-btn-global-fill  kt-btn-has-text-true kt-btn-has-svg-false  wp-block-kadence-singlebtn" href="#9"><span class="kt-btn-inner-text">ธรรมะหมวด ๙</span></a>

<a class="kb-button kt-button button kb-btn1384_9d3345-2a kt-btn-size-standard kt-btn-width-type-auto kb-btn-global-fill  kt-btn-has-text-true kt-btn-has-svg-false  wp-block-kadence-singlebtn" href="#10"><span class="kt-btn-inner-text">ธรรมะหมวด ๑๐</span></a>

<a class="kb-button kt-button button kb-btn1384_125881-e2 kt-btn-size-standard kt-btn-width-type-auto kb-btn-global-fill  kt-btn-has-text-true kt-btn-has-svg-false  wp-block-kadence-singlebtn" href="#11"><span class="kt-btn-inner-text">เบ็ดเตล็ด</span></a></div>



<div class="wp-block-kadence-spacer aligncenter kt-block-spacer-1384_c7a1e9-a9" id="2"><div class="kt-block-spacer kt-block-spacer-halign-center"><hr class="kt-divider"/></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">ทุกะ คือ หมวด ๒</h2>



<p>&nbsp;<strong>ธรรมมีอุปการะมาก ๒ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. สติ ความระลึกได้.<br>&nbsp;๒. สัมปชัญญะ ความรู้ตัว.<br>&nbsp;องฺ. ทุก. ๒๐/๑๑๙. ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๙๐.</p>



<p><strong>ธรรมเป็นโลกบาล คือ คุ้มครองโลก ๒ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. หิริ ความละอายแก่ใจ.<br>&nbsp;๒. โอตตัปปะ ความเกรงกลัว.<br>&nbsp;องฺ. ทุก. ๒๐/๖๕. ขุ. อิติ. ๒๕/๒๕๗.</p>



<p><strong>ธรรมอันทำให้งาม ๒ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. ขันติ ความอดทน.<br>&nbsp;๒. โสรัจจะ ความเสงี่ยม.<br>&nbsp;องฺ. ทุก. ๒๐/๑๑๘. วิ. มหา. ๕/๓๓๕.</p>



<p><strong>บุคคลหาได้ยาก ๒ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. ปุพพการี บุคคลผู้ทำอุปการะก่อน.<br>&nbsp;๒. กตัญญูกตเวที บุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้ว และ ตอบแทน.<br>&nbsp;องฺ ทุก. ๒๐/๑๐๙.</p>



<div class="wp-block-kadence-spacer aligncenter kt-block-spacer-1384_1f139d-ef" id="3"><div class="kt-block-spacer kt-block-spacer-halign-center"><hr class="kt-divider"/></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">ติกะ คือ หมวด ๓</h2>



<p><strong>รตนะ ๓ อย่าง พระพุทธ ๑ พระธรรม ๑ พระสงฆ์ ๑.</strong><br>&nbsp;๑. ท่านผู้สอนให้ประชุมชนประพฤติชอบด้วย กาย วาจา ใจ ตามพระธรรมวินัย ที่ท่านเรียกว่าพระพุทธศาสนา ชื่อพระพุทธเจ้า.<br>&nbsp;๒. พระธรรมวินัยที่เป็นคำสั่งสอนของท่าน ชื่อพระธรรม.<br>&nbsp;๓. หมู่ชนที่ฟังคำสั่งสอนของท่านแล้ว ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย ชื่อพระสงฆ์.<br>&nbsp;ขุ. ขุ. ๒๕/๑.</p>



<p><strong>คุณของรตนะ ๓ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. พระพุทธเจ้ารู้ดีรู้ชอบด้วยพระองค์เองก่อนแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้ตามด้วย.<br>&nbsp;๒. พระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในทีชั่ว.<br>&nbsp;๓. พระสงฆ์ปฏิบัติชอบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว สอนผู้อื่นให้กระทำตามด้วย.</p>



<p><strong>อาการที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ๓ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. ทรงสั่งสอน เพื่อจะให้ผู้ฟังรู้ยิ่งเห็นจริงในธรรมที่ควรรู้ควรเห็น.<br>&nbsp;๒. ทรงสั่งสอนมีเหตุที่ผู้ฟังอาจตรองตามให้เห็นจริงได้.<br>&nbsp;๓. ทรงสั่งสอนเป็นอัศจรรย์ คือผู้ปฏิบัติตามย่อมได้ประโยชน์โดยสมควรแก่ความปฏิบัติ.<br>&nbsp;นัย. องฺ. ติก. ๒๐/๓๕๖.</p>



<p><strong>โอวาทของพระพุทธเจ้า ๓ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. เว้นจากทุจริต คือประพฤติชั่วด้วย กาย วาจา ใจ.<br>&nbsp;๒. ประกอบสุจริต คือประพฤติชอบด้วย กาย วาจา ใจ.<br>&nbsp;๓. ทำใจของตนให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองใจ มีโลภ โกรธ หลง เป็นต้น.<br>&nbsp;ที. มหา. ๑๐/๕๗.</p>



<p><strong>ทุจริต ๓ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. ประพฤติชั่วด้วยกาย เรียกกายทุจริต.<br>&nbsp;๒. ประพฤติชั่วด้วยวาจา เรียกวจีทุจริต.<br>&nbsp;๓. ประพฤติชั่วด้วยใจ เรียกมโนทุจริต.</p>



<p><strong>กายทุจริต ๓ อย่าง<br></strong>&nbsp;ฆ่าสัตว์ ๑<br>&nbsp;ลักฉ้อ ๑<br>&nbsp;ประพฤติผิดในกาม ๑.</p>



<p><strong>วจีทุจริต ๔ อย่าง<br></strong>&nbsp;พูดเท็จ ๑<br>&nbsp;พูดส่อเสียด ๑<br>&nbsp;พูดคำหยาบ ๑<br>&nbsp;พูดเพ้อเจ้อ ๑.</p>



<p><strong>&nbsp;มโนทุจริต ๓ อย่าง<br></strong>&nbsp;โลภอยากได้ของเขา ๑<br>&nbsp;พยาบาทปองร้ายเขา ๑<br>&nbsp;เห็นผิดจากคลองธรรม ๑.<br>&nbsp;ทุจริต ๓ อย่างนี้ เป็นกิจไม่ควรทำ ควรจะละเสีย.<br>&nbsp;องฺ. ทสก. ๒๔/๓๐๓.</p>



<p>&nbsp;<strong>สุจริต ๓ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. ประพฤติชอบด้วยกาย เรียกกายสุจริต.<br>&nbsp;๒. ประพฤติชอบด้วยวาจา เรียกวจีสุจริต.<br>&nbsp;๓. ประพฤติชอบด้วยใจ เรียกมโนสุจริต.<br>&nbsp;<br><strong>กายสุจริต ๓ อย่าง<br></strong>&nbsp;เว้นจากฆ่าสัตว์ ๑<br>&nbsp;เว้นจากลักทรัพย์ ๑<br>&nbsp;เว้นจากประพฤติผิดในกาม ๑.</p>



<p><strong>วจีสุจริต ๔ อย่าง<br></strong>&nbsp;เว้นจากพูดเท็จ ๑<br>&nbsp;เว้นจากพูดส่อเสียด ๑<br>&nbsp;เว้นจากพูดคำหยาบ ๑<br>&nbsp;เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ ๑.</p>



<p><strong>&nbsp;มโนสุจริต ๓ อย่าง<br></strong>&#8211;&nbsp;ไม่โลภอยากได้ของเขา ๑<br>&#8211;&nbsp;ไม่พยาบาทปองร้ายเขา ๑<br>&#8211;&nbsp;เห็นชอบตามคลองธรรม ๑.<br>&nbsp;สุจริต ๓ อย่างนี้ เป็นกิจควรทำ ควรประพฤติ.<br>&nbsp;องฺ. ทสก. ๒๔/๓๐๓.</p>



<p>&nbsp;<strong>อกุศลมูล ๓ อย่าง</strong><br>&nbsp;รากเง่าของอกุศล เรียกอกุศลมูล มี ๓ อย่าง คือ<br>&#8211; โลภะ อยากได้ ๑<br>&#8211; โทสะ คิดประทุษร้ายเขา ๑<br>&#8211; โมหะ หลงไม่รู้จริง ๑.<br>&nbsp;เมื่ออกุศลมูลเหล่านี้ (๑) ก็ดี (๒) ก็ดี (๓) ก็ดี มีอยู่แล้ว อกุศลอื่นที่ยังไม่เกิด ก็เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็เจริญมากขึ้น เหตุนั้นควรละเสีย.<br>&nbsp;ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๙๑. ขุ. อิติ. ๒๕/๒๖๔.</p>



<p><strong>กุศลมูล ๓ อย่าง</strong><br>&nbsp;รากเง่าของกุศล เรียกกุศลมูล มี ๓ อย่าง คือ<br>&#8211;&nbsp;อโลภะ ไม่อยากได้ ๑<br>&#8211;&nbsp;อโทสะ ไม่คิดประทุษร้ายเขา ๑<br>&#8211;&nbsp;อโมหะ ไม่หลง ๑<br>&nbsp;ถ้ากุศลมูลเหล่านี้ (๑) ก็ดี (๒) ก็ดี (๓) ก็ดี มีอยู่แล้ว กุศลอื่นที่ยังไม่เกิด ก็เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็เจริญมากขึ้น เหตุนั้นควรให้เกิดมีในสันดาน.<br>&nbsp;ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๙๒.</p>



<p><strong>สัปปุริสบัญญัติ คือข้อที่ท่านสัตบุรุษตั้งไว้ ๓ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. ทาน สละสิ่งของของตนเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น.<br>&nbsp;๒. ปัพพัชชา คือบวช เป็นอุบายเว้นจากเบียดเบียนกันและกัน.<br>&nbsp;๓. มาตาปิตุอุปัฏฐาน ปฏิบัติมารดาบิดาของตนให้เป็นสุข.<br>&nbsp;องฺ. ติก. ๒๐/๑๙๑.<br>&nbsp;<br><strong>อปัณณกปฏิปทา คือปฏิบัติไม่ผิด ๓ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. อินทรียสังวร สำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ยินดียินร้ายในเวลาเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ.<br>&nbsp;๒. โภชเน มัตตัญญุตา รู้จักประมาณในการกินอาหารแต่พอสมควร ไม่มากไม่น้อย.<br>&nbsp;๓. ชาคริยานุโยค ประกอบความเพียรเพื่อจะชำระใจให้หมดจด ไม่เห็นแก่นอนมากนัก.<br>&nbsp;องฺ. ติก. ๒๐/๑๔๒.<br>&nbsp;<br><strong>บุญกิริยาวัตถุ ๓ อย่าง</strong><br>&nbsp;สิ่งเป็นที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญบุญ เรียกบุญกิริยาวัตถุ โดยย่อมี ๓ อย่าง<br>&nbsp;๑. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน.<br>&nbsp;๒. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล.<br>&nbsp;๓. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา.<br>&nbsp;ขุ. อิติ. ๒๕/๒๗๐. องฺ. อฏฺฐก. ๒๓/๑๔๕.<br>&nbsp;<br><strong>สามัญญลักษณะ ๓ อย่าง</strong><br>&nbsp;ลักษณะที่เสมอกันแก่สังขารทั้งปวง เรียกสามัญญลักษณะ ไตรลักษณะก็เรียก แจกเป็น ๓ อย่าง<br>&nbsp;๑. อนิจจตา ความเป็นของไม่เที่ยง.<br>&nbsp;๒. ทุกขตา ความเป็นทุกข์.<br>&nbsp;๓. อนัตตตา ความเป็นของไม่ใช่ตน.<br>&nbsp;สํ. สฬ. ๑๘/๑.</p>



<div class="wp-block-kadence-spacer aligncenter kt-block-spacer-1384_b28be3-39" id="4"><div class="kt-block-spacer kt-block-spacer-halign-center"><hr class="kt-divider"/></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">จตุกกะ คือ หมวด ๔</h2>



<p>&nbsp;<strong>วุฑฒิ คือธรรมเป็นเครื่องเจริญ ๔ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. สัปปุริสสังเสวะ คบท่านผู้ประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ ที่เรียกว่าสัตบุรุษ.<br>&nbsp;๒. สัทธัมมัสสวนะ ฟังคำสั่งสอนของท่านโดยเคารพ.<br>&nbsp;๓. โยนิโสมนสิการ ตริตรองให้รู้จักสิ่งที่ดีหรือชั่วโดยอุบายที่ชอบ.<br>&nbsp;๔. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมซึ่งได้ตรองเห็นแล้ว.<br>&nbsp;องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๓๓๒.<br>&nbsp;<br><strong>จักร ๔</strong><br>&nbsp;๑. ปฏิรูปเทสวาสะ อยู่ในประเทศอันสมควร.<br>&nbsp;๒. สัปปปุริสูปัสสยะ คบสัตบุรุษ.<br>&nbsp;๓. อัตตสัมมาปณิธิ ตั้งตนไว้ชอบ.<br>&nbsp;๔. ปุพเพกตปุญญตา ความเป็นผู้ได้ทำความดีไว้ในปางก่อน.<br>&nbsp;ธรรม ๔ อย่างนี้ ดุจล้อรถนำไปสู่ความเจริญ.<br>&nbsp;องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๔๐.<br>&nbsp;<br><strong>อคติ ๔</strong><br>&nbsp;๑. ลำเอียงเพราะรักใคร่กัน เรียกฉันทาคติ.<br>&nbsp;๒. ลำเอียงเพราะไม่ชอบกัน เรียกโทสาคติ.<br>&nbsp;๓. ลำเอียงเพราะเขลา เรียกโมหาคติ.<br>&nbsp;๔. ลำเอียงเพราะกลัว เรียกภยาคติ.<br>&nbsp;อคติ ๔ ประการนี้ ไม่ควรประพฤติ.<br>&nbsp;องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๒๓.<br>&nbsp;<br><strong>อันตรายของภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่ ๔ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. อดทนต่อคำสอนไม่ได้ คือเบื่อต่อคำสั่งสอนขี้เกียจทำตาม.<br>&nbsp;๒. เป็นคนเห็นแก่ปากแก่ท้อง ทนความอดอยากไม่ได้.<br>&nbsp;๓. เพลิดเพลินในกามคุณ ทะยานอยากได้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป.<br>&nbsp;๔. รักผู้หญิง<br>&nbsp;ภิกษุสามเณรผู้หวังความเจริญแก่ตน ควรระวังอย่าให้อันตราย ๔ อย่างนี้ย่ำยีได้.<br>&nbsp;องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๑๖๕.<br>&nbsp;<br><strong>ปธาน คือความเพียร ๔ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. สังวรปธาน เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน.<br>&nbsp;๒. ปหานปธาน เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว.<br>&nbsp;๓. ภาวนาปธาน เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน.<br>&nbsp;๔. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม.<br>&nbsp;ความเพียร ๔ อย่างนี้ เป็นความเพียรชอบ ควรประกอบให้มีในตน.<br>&nbsp;องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๒๐.<br>&nbsp;<br><strong>อธิษฐานธรรม คือธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ ๔ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. ปัญญา รอบรู้สิ่งที่ควรรู้.<br>&nbsp;๒. สัจจะ ความจริงใจ คือประพฤติสิ่งใดก็ให้ได้จริง.<br>&nbsp;๓. จาคะ สละสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความจริงใจ.<br>&nbsp;๔. อุปสมะ สงบใจจากสิ่งเป็นข้าศึกแก่ความสงบ.<br>&nbsp;ม. อุป. ๑๔/๔๓๗.<br>&nbsp;<br><strong>อิทธิบาท คือคุณเครื่องให้สำเร็จความประสงค์ ๔ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. ฉันทะ พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น.<br>&nbsp;๒. วิริยะ เพียรประกอบสิ่งนั้น.<br>&nbsp;๓. จิตตะ เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้นไม่วางธุระ.<br>&nbsp;๔. วิมังสา หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น.<br>&nbsp;คุณ ๔ อย่างนี้ มีบริบูรณ์แล้ว อาจชักนำบุคคลให้ถึงสิ่งที่ต้องประสงค์ซึ่งไม่เหลือวิสัย.<br>&nbsp;อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๒๙๒.<br>&nbsp;<br><strong>ควรทำความไม่ประมาทในที่ ๔ สถาน</strong><br>&nbsp;๑. ในการละกายทุจริต ประพฤติกายสุจริต.<br>&nbsp;๒. ในการละวจีทุจริต ประพฤติวจีสุจริต.<br>&nbsp;๓. ในการละมโนทุจริต ประพฤติมโนสุจริต.<br>&nbsp;๔. ในการละความเห็นผิด ทำความเห็นให้ถูก.<br>&nbsp;อีกอย่างหนึ่ง<br>&nbsp;๑. ระวังใจไม่ให้กำหนัดในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด.<br>&nbsp;๒. ระวังใจไม่ให้ขัดเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง.<br>&nbsp;๓. ระวังใจไม่ให้หลงในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง.<br>&nbsp;๔. ระวังใจไม่ให้มัวเมาในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา.<br>&nbsp;องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๑๖๑.<br>&nbsp;<br><strong>ปาริสุทธิศีล ๔</strong><br>&nbsp;๑. ปาติโมกขสังวร สำรวมในพระปาติโมกข์ เว้นข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ทำตามข้อที่พระองค์อนุญาต.<br>&nbsp;๒. อินทรียสังวร สำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ยินดียินร้ายในเวลาเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏัฐพพะ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ.<br>&nbsp;๓. อาชีวปาริสุทธิ เลี้ยงชีวิตโดยทางที่ชอบ ไม่หลอกลวงเขาเลี้ยงชีวิต.<br>&nbsp;๔. ปัจจยปัจจเวกขณะ พิจารณาเสียก่อนจึงบริโภคปัจจัย ๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช ไม่บริโภคด้วยตัณหา.<br>&nbsp;วิ. สีล. ปม. ๑๙.<br>&nbsp;<br><strong>อารักขกัมมัฏฐาน ๔</strong><br>&nbsp;๑. พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าที่มีในพระองค์และทรงเกื้อกูลแก่ผู้อื่น.<br>&nbsp;๒. เมตตา แผ่ไม่ตรีจิตคิดจะให้สัตว์ทั้งปวงเป็นสุขทั่วหน้า.<br>&nbsp;๓. อสุภะ พิจารณาร่างกายตนและผู้อื่นให้เห็นเป็นไม่งาม.<br>&nbsp;๔. มรณัสสติ นึกถึงความตายอันจะมีแก่ตน.<br>&nbsp;กัมมัฏฐาน ๔ อย่างนี้ ควรเจริญเป็นนิตย์.<br>&nbsp;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ.<br>&nbsp;<br><strong>พรหมวิหาร ๔</strong><br>&nbsp;๑. เมตตา ความรักใคร่ ปรารถนาจะให้เป็นสุข.<br>&nbsp;๒. กรุณา ความสงสาร คิดจะช่วยให้พ้นทุกข์.<br>&nbsp;๓. มุทิตา ความพลอยยินดี เมื่อผู้อื่นได้ดี.<br>&nbsp;๔. อุเบกขา ความวางเฉย ไม่ดีใจไม่เสียใจเมื่อผู้อื่นถึงความวิบัติ.<br>&nbsp;๔ อย่างนี้ เป็นเครื่องอยู่ของท่านผู้ใหญ่.<br>&nbsp;อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๓๖๙.<br>&nbsp;<br><strong>สติปัฏฐาน ๔</strong><br>&nbsp;๑. กายานุปัสสนา ๒. เวทนานุปัสสนา ๓. จิตตานุปัสสนา ๔. ธัมมานุปัสสนา.<br>&nbsp;สติกำหนดพิจารณากายเป็นอารมณ์ว่า กายนี้สักว่ากาย ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา เรียกกายานุปัสสนา.<br>&nbsp;สติกำหนดพิจารณาเวทนา คือ สุข ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นอารมณ์ว่า เวทนานี้ก็สักว่าเวทนา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา เรียกเวทนานุปัสสนา.<br>&nbsp;สติกำหนดพิจารณาใจที่เศร้าหมอง หรือผ่องแล้ว เป็นอารมณ์ว่า ใจนี้ก็สักว่าใจ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา เรียกจิตตานุปัสสนา.<br>&nbsp;สติกำหนดพิจารณาธรรมที่เป็นกุศลหรืออกุศล ที่บังเกิดกับใจ เป็นอารมณ์ว่า ธรรมนี้ก็สักว่าธรรม ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา เรียกธัมมานุปัสสนา.<br>&nbsp;ที. มหา. ๑๐/๓๒๕.<br>&nbsp;<br><strong>ธาตุกัมมัฏฐาน ๔</strong><br>&nbsp;ธาตุ ๔ คือ<br>&nbsp;ธาตุดิน เรียกปฐวีธาตุ<br>&nbsp;ธาตุน้ำ เรียกอาโปธาตุ<br>&nbsp;ธาตุไฟ เรียกเตโชธาตุ<br>&nbsp;ธาตุลม เรียกวาโยธาตุ.<br><br>&nbsp;ธาตุอันใดมีลักษณะแข้นแข็ง ธาตุนั้นเป็นปฐวีธาตุ ปฐวีธาตุนั้นที่เป็นภายใน คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า.<br>&nbsp;ธาตุอันใดมีลักษณะเอิบอาบ ธาตุนั้นเป็นอาโปธาตุ อาโปธาตุนั้นที่เป็นภายใน คือ ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร.<br>&nbsp;ธาตุอันใดมีลักษณะร้อน ธาตุนั้นเป็นเตโชธาตุ เตโชธาตุนั้นที่เป็นภายใน คือ ไฟที่ยังกายให้อบอุ่น ไฟที่ยังกายให้ทรุดโทรม ไฟที่ยังกายให้กระวนกระวาย ไฟที่เผาอาหารให้ย่อย.<br>&nbsp;ธาตุอันใดมีลักษณะพัดไปมา ธาตุนั้นเป็นวาโยธาตุ วาโยธาตุนั้นที่เป็นภายใน คือ ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมในท้อง ลมในไส้ ลมพัดไปตามตัว ลมหายใจ.<br>&nbsp;ความกำหนดพิจารณากายนี้ ให้เห็นว่าเป็นแต่เพียงธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ประชุมกันอยู่ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เรียกว่าธาตุกัมมัฏฐาน.<br>&nbsp;ม. อุป. ๑๔/๔๓๗.<br><br>&nbsp;<strong>อริยสัจ ๔</strong><br>&nbsp;๑. ทุกข์<br>&nbsp;๒. สมุทัย คือ เหตุให้ทุกข์เกิด<br>&nbsp;๓. นิโรธ คือความดับทุกข์<br>&nbsp;๔. มรรค คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์.<br>&nbsp;<br>ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ได้ชื่อว่าทุกข์ เพราะเป็นของทานได้ยาก.<br>&nbsp;ตัณหาคือความทะยานอยาก ได้ชื่อว่าสมุทัย เพราะเป็นเหตุให้ทุกข์เกิด.<br>&nbsp;ตัณหานั้น มีประเภทเป็น ๓ คือตัณหาความอยากในอารมณ์ที่น่ารักใคร่ เรียกว่ากามตัณหาอย่าง ๑ ตัณหาความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ เรียกว่าภวตัณหาอย่าง ๑ ตัณหาความอยากไม่เป็นโน่นเป็นนี่ เรียกว่าวิภวตัณหาอย่าง ๑.<br>&nbsp;ความดับตัณหาได้สิ้นเชิง ทุกข์ดับไปหมด ได้ชื่อว่านิโรธ เพราะเป็นความดับทุกข์.<br>&nbsp;ปัญญาอันชอบว่าสิ่งนี้ทุกข์ สิ่งนี้เหตุให้ทุกข์เกิด สิ่งนี้ความดับทุกข์ สิ่งนี้ทางให้ถึงความดับทุกข์ ได้ชื่อว่ามรรค เพราะเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์.<br>&nbsp;มรรคนั้นมีองค์ ๘ ประการ คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ดำริชอบ ๑ เจรจาชอบ ๑ ทำการงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ ทำความเพียรชอบ ๑ ตั้งสติชอบ ๑ ตั้งใจชอบ ๑.<br>&nbsp;อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๑๒๗.</p>



<div class="wp-block-kadence-spacer aligncenter kt-block-spacer-1384_26e964-98" id="5"><div class="kt-block-spacer kt-block-spacer-halign-center"><hr class="kt-divider"/></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">&nbsp;ปัญจกะ คือ หมวด ๕</h2>



<p>&nbsp;<strong>อนันตริยกรรม ๕</strong><br>&nbsp;๑. มาตุฆาต ฆ่ามารดา.<br>&nbsp;๒. ปิตุฆาต ฆ่าบิดา.<br>&nbsp;๓. อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์.<br>&nbsp;๔. โลหิตุปบาท ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตให้ห้อขึ้นไป.<br>&nbsp;๕. สังฆเภท ยังสงฆ์ให้แตกจากกัน.<br>&nbsp;กรรม ๕ อย่างนี้ เป็นบาปอันหนักที่สุด ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน ตั้งอยู่ในฐานปาราชิกของผู้ถือพระพุทธศาสนา ห้ามไม่ให้ทำเป็นเด็ดขาด.<br>&nbsp;องฺ. ปฺจก. ๒๒/๑๖๕.<br>&nbsp;<br><strong>อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕</strong><br>&nbsp;๑. ควรพิจารณาทุกวัน ๆ ว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้.<br>&nbsp;๒. ควรพิจารณาทุกวัน ๆ ว่า เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไปได้.<br>&nbsp;๓. ควรพิจารณาทุกวัน ๆ ว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้.<br>&nbsp;๔. ควรพิจารณาทุกวัน ๆ ว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น.<br>&nbsp;๕. ควรพิจารณาทุกวัน ๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตัว เราทำดีจักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว.<br>&nbsp;องฺ. ปฺจก. ๒๒/๘๑.<br>&nbsp;<br><strong>เวสารัชชกรณธรรม คือ ธรรมทำความกล้าหาญ ๕ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. สัทธา เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ.<br>&nbsp;๒. สีล รักษากายวาจาให้เรียบร้อย.<br>&nbsp;๓. พาหุสัจจะ ความเป็นผู้ศึกษามาก.<br>&nbsp;๔. วิริยารัมภะ ปรารภความเพียร.<br>&nbsp;๕. ปัญญา รอบรู้สิ่งที่ควรรู้.<br>&nbsp;องฺ. ปฺจก. ๒๒/๑๔๔.<br>&nbsp;<br><strong>องค์แห่งภิกษุใหม่ ๕ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. สำรวมในพระปาติโมกข์ เว้นข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ทำตามข้อที่ทรงอนุญาต.<br>&nbsp;๒. สำรวมอินทรีย์ คือ ระวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ความยินดียินร้ายครอบงำได้ ในเวลาที่เห็นรูปด้วยนัยน์ตาเป็นต้น.<br>&nbsp;๓. ความเป็นคนไม่เอิกเกริกเฮฮา.<br>&nbsp;๔. อยู่ในเสนาสนะอันสงัด.<br>&nbsp;๕. มีความเห็นชอบ.<br>&nbsp;ภิกษุใหม่ควรตั้งอยู่ในธรรม ๕ อย่างนี้.<br>&nbsp;องฺ. ปฺจก. ๒๒/๑๕๕.<br>&nbsp;<br><strong>องค์แห่งธรรมกถึก คือ นักเทศก์ ๕ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. แสดงธรรมไปโดยลำดับ ไม่ตัดลัดให้ขาดความ.<br>&nbsp;๒. อ้างเหตุผลแนะนำให้ผู้ฟังเข้าใจ.<br>&nbsp;๓. ตั้งจิตเมตตาปรารถนาให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง.<br>&nbsp;๔. ไม่แสดงธรรมเพราะเห็นแก่ลาภ.<br>&nbsp;๕. ไม่แสดงธรรมกระทบตนและผู้อื่น คือว่า ไม่ยกตนเสียดสีผู้อื่น.<br>&nbsp;ภิกษุผู้เป็นธรรมกถึก พึงตั้งองค์ ๕ อย่างนี้ไว้ในตน.<br>&nbsp;องฺ. ปฺจก. ๒๒/๒๐๖.<br>&nbsp;<br><strong>ธัมมัสสวนานิสงส์ คือ อานิสงส์แห่งการฟังธรรม ๕ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. ผู้ฟังธรรมย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง.<br>&nbsp;๒. สิ่งใดได้เคยฟังแล้ว แต่ไม่เข้าใจชัด ย่อมเข้าใจสิ่งนั้นชัด.<br>&nbsp;๓. บรรเทาความสงสัยเสียได้.<br>&nbsp;๔. ทำความเห็นให้ถูกต้องได้.<br>&nbsp;๕. จิตของผู้ฟังย่อมผ่องใส.<br>&nbsp;องฺ. ปฺจก. ๒๒/๒๗๖.<br>&nbsp;<br><strong>พละ คือธรรมเป็นกำลัง ๕ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. สัทธา ความเชื่อ.<br>&nbsp;๒. วิริยะ ความเพียร.<br>&nbsp;๓. สติ ความระลึกได้.<br>&nbsp;๔. สมาธิ ความตั้งใจมั่น.<br>&nbsp;๕. ปัญญา ความรอบรู้.<br>&nbsp;อินทรีย์ ๕ ก็เรียก เพราะเป็นใหญ่ในกิจของตน.<br>&nbsp;องฺ. ปฺจก. ๒๒/๑๑.<br>&nbsp;<br><strong>นิวรณ์ ๕</strong><br>&nbsp;ธรรมอันกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี เรียกนิวรณ์ มี ๕ อย่าง<br>&nbsp;๑. พอใจรักใคร่ในอารมณ์ที่ชอบใจมีรูปเป็นต้น เรียกกามฉันท์.<br>&nbsp;๒. ปองร้ายผู้อื่น เรียกพยาบาท.<br>&nbsp;๓. ความที่จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม เรียกถีนมิทธะ.<br>&nbsp;๔. ฟุ้งซ่านและรำคาญ เรียกอุทธัจจกุกกุจจะ.<br>&nbsp;๕. ลังเลไม่ตกลงได้ เรียกวิจิกิจฉา.<br>&nbsp;องฺ. ปฺจก. ๒๒/๗๒.<br>&nbsp;<br><strong>ขันธ์ ๕</strong><br>&nbsp;กายกับใจนี้ แบ่งออกเป็น ๕ กอง เรียกว่าขันธ์ ๕<br>&nbsp;๑. รูป ๒. เวทนา ๓. สัญญา ๔. สังขาร ๕. วิญญาณ.<br>&nbsp;ธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ประชุมกันเป็นกายนี้ เรียกว่ารูป.<br>&nbsp;ความรู้สึกอารมณ์ว่า เป็นสุข คือ สบายกายสบายใจ หรือเป็นทุกข์ คือไม่สบายกายไม่สบายใจ หรือเฉย ๆ คือไม่ทุกข์ไม่สุข เรียกว่าเวทนา.<br>&nbsp;ความจำได้หมายรู้ คือ จำรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อารมณ์ที่เกิดกับใจได้ เรียกว่าสัญญา.<br>&nbsp;เจตสิกธรรม คือ อารมณ์ที่เกิดกับใจ <sup>(๑)</sup> เป็นส่วนดี เรียกกุศล เป็นส่วนชั่ว เรียกอกุศล เป็นส่วนกลาง ๆ ไม่ดีไม่ชั่ว เรียกอัพยากฤต เรียกว่าสังขาร.<br>&nbsp;ความรู้อารมณ์ในเวลาเมื่อรูปมากระทบตาเป็นต้น เรียกว่าวิญญาณ.<br>&nbsp;ขันธ์ ๕ นี้ ย่นเรียกว่า นาม รูป. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รวมเข้าเป็นนาม รูปคงเป็นรูป.<br>&nbsp;อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๑.<br>&nbsp;๑. ความคิด หรือเรื่องราวที่เรียกว่าธรรมะหรือธรรมารมณ์ เรียกว่า สังขาร.</p>



<div class="wp-block-kadence-spacer aligncenter kt-block-spacer-1384_23c208-b1" id="6"><div class="kt-block-spacer kt-block-spacer-halign-center"><hr class="kt-divider"/></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">ฉักกะ คือ หมวด ๖</h2>



<p>&nbsp;<strong>คารวะ ๖ อย่าง</strong><br>&nbsp;ความเอื้อเฟื้อ ในพระพุทธเจ้า ๑ ในพระธรรม ๑ ในพระสงฆ์ ๑ ในความศึกษา ๑ ในความไม่ประมาท ๑ ในปฏิสันถารคือต้อนรับปราศรัย ๑. ภิกษุควรทำคารวะ ๖ ประการนี้.<br>&nbsp;องฺ. ฉกฺก. ๒๒/๓๖๙.<br>&nbsp;<br><strong>สาราณิยธรรม ๖ อย่าง</strong><br>&nbsp;ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึง เรียกสาราณิยธรรม มี ๖ อย่าง คือ :-<br>&nbsp;๑. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ในเพื่อนภิกษุสามเณร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ ช่วยขวนขวายในกิจธุระของเพื่อนกันด้วยกาย มีพยาบาลภิกษุไข้เป็นต้น ด้วยจิตเมตตา.<br>&nbsp;๒. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ในเพื่อนภิกษุสามเณร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ ช่วยขวนขวายในกิจธุระของเพื่อนกันด้วยวาจา เช่นกล่าวสั่งสอนเป็นต้น ด้วยจิตเมตตา.<br>&nbsp;๓. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ในเพื่อนภิกษุสามเณร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ คิดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อนกัน.<br>&nbsp;๔. แบ่งปันลาภที่ตนได้มาแล้วโดยชอบธรรม ให้แก่เพื่อนภิกษุสามเณร ไม่หวงไว้บริโภคจำเพาะผู้เดียว.<br>&nbsp;๕. รักษาศีลบริสุทธิ์เสมอกันกับเพื่อนภิกษุสามเณรอื่น ๆ ไม่ทำตนให้เป็นที่รังเกียจของผู้อื่น.<br>&nbsp;๖. มีความเห็นร่วมกันกับภิกษุสามเณรอื่น ๆ ไม่วิวาทกับใคร ๆ เพราะมีความเห็นผิดกัน.<br>&nbsp;ธรรม ๖ อย่างนี้ ทำผู้ประพฤติให้เป็นที่รักที่เคารพของผู้อื่น เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กันและกัน เป็นไปเพื่อความไม่วิวาทกันและกัน เป็นไปเพื่อความพร้อมเพรียงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน.<br>&nbsp;องฺ. ฉกฺก. ๒๒/๓๒๒.<br>&nbsp;<br><strong>อายตนะภายใน ๖</strong><br>&nbsp;ตา<br>&nbsp;หู<br>&nbsp;จมูก<br>&nbsp;ลิ้น<br>&nbsp;กาย<br>&nbsp;ใจ.<br>&nbsp;อินทรีย์ ๖ ก็เรียก.<br>&nbsp;ม. ม. ๑๒/๙๖. อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๘๕.<br>&nbsp;<br><strong>อายตนะภายนอก ๖</strong><br>&nbsp;รูป<br>&nbsp;เสียง<br>&nbsp;กลิ่น<br>&nbsp;รส<br>&nbsp;โผฏฐัพพะ คืออารมณ์ที่มาถูกต้องกาย<br>&nbsp;ธรรม คืออารมณ์เกิดกับใจ.<br>&nbsp;อารมณ์ ๖ ก็เรียก.<br>&nbsp;ม. อุป. ๑๔/๔๐๑. อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๘๕.<br>&nbsp;<br><strong>วิญญาณ ๖</strong><br>&nbsp;อาศัยรูปกระทบตา เกิดความรู้ขึ้น เรียกจักขุวิญญาณ<br>&nbsp;อาศัยเสียงกระทบหู เกิดความรู้ขึ้น เรียกโสตวิญญาณ<br>&nbsp;อาศัยกลิ่นกระทบจมูก เกิดความรู้ขึ้น เรียกฆานวิญญาณ<br>&nbsp;อาศัยรสกระทบลิ้น เกิดความรู้ขึ้น เรียกชิวหาวิญญาณ<br>&nbsp;อาศัยโผฏฐัพพะกระทบกาย เกิดความรู้ขึ้น เรียกกายวิญญาณ<br>&nbsp;อาศัยธรรมเกิดกับใจ เกิดความรู้ขึ้น เรียกมโนวิญญาณ.<br>&nbsp;ที. มหา. ๑๐/๓๔๔. อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๘๕.<br>&nbsp;<br><strong>สัมผัส ๖</strong><br>&nbsp;อายตนะภายในมีตาเป็นต้น อายตนะภายนอกมีรูปเป็นต้น วิญญาณ มีจักขุวิญญาณเป็นต้น กระทบกัน เรียกสัมผัส มีชื่อตามอายตนะภายในเป็น ๖ คือ :-<br>&nbsp;จักขุสัมผัส.<br>&nbsp;โสตสัมผัส.<br>&nbsp;ฆานสัมผัส.<br>&nbsp;ชิวหาสัมผัส.<br>&nbsp;กายสัมผัส.<br>&nbsp;มโนสัมผัส.<br>&nbsp;ที. มหา. ๑๐/๓๔๔. สํ. นิ. ๑๖/๔.<br>&nbsp;<br><strong>เวทนา ๖</strong><br>&nbsp;สัมผัสนั้นเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่ทุกข์ ไม่สุขบ้าง มีชื่อตามอายตนะภายในเป็น ๖ คือ :-<br>&nbsp;จักขุสัมผัสสชาเวทนา<br>&nbsp;โสตสัมผัสสชาเวทนา<br>&nbsp;ฆานสัมผัสสชาเวทนา<br>&nbsp;ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา<br>&nbsp;กายสัมผัสสชาเวทนา<br>&nbsp;มโนสัมผัสสชาเวทนา<br>&nbsp;ที. มหา. ๑๐/๓๔๔. สํ. นิ. ๑๖/๔.<br>&nbsp;<br><strong>ธาตุ ๖</strong><br>&nbsp;๑. ปฐวีธาตุ คือ ธาตุดิน.<br>&nbsp;๒. อาโปธาตุ คือ ธาตุน้ำ.<br>&nbsp;๓. เตโชธาตุ คือ ธาตุไฟ.<br>&nbsp;๔. วาโยธาตุ คือ ธาตุลม.<br>&nbsp;๕. อากาสธาตุ คือ ช่องว่างมีในกาย.<br>&nbsp;๖. วิญญาณธาตุ คือ ความรู้อะไรได้.<br>&nbsp;ม. อุป. ๑๔/๑๒๕. อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๑๐๑.</p>



<div class="wp-block-kadence-spacer aligncenter kt-block-spacer-1384_8109e4-5a" id="7"><div class="kt-block-spacer kt-block-spacer-halign-center"><hr class="kt-divider"/></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">&nbsp;สัตตกะ คือ หมวด ๗</h2>



<p>&nbsp;<strong>อปริหานิยธรรม ๗ อย่าง</strong><br>&nbsp;ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียว ชื่อว่า อปริหานิยธรรม มี ๗ อย่าง คือ :-<br>&nbsp;๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์.<br>&nbsp;๒. เมื่อประชุมก็พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกประชุม ก็พร้อมเพรียงกันเลิก และพร้อมเพรียงกันช่วยทำกิจที่สงฆ์จะต้องทำ.<br>&nbsp;๓. ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติขึ้น ไม่ถอนสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้แล้ว สาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบทตามที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้.<br>&nbsp;๔. ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่เป็นประธานในสงฆ์ เคารพนับถือภิกษุเหล่านั้น เชื่อฟังถ้อยคำของท่าน.<br>&nbsp;๕. ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น.<br>&nbsp;๖. ยินดีในเสนาสนะป่า.<br>&nbsp;๗. ตั้งใจอยู่ว่า เพื่อนภิกษุสามเณรซึ่งเป็นผู้มีศีล ซึ่งยังไม่มาสู่อาวาส ขอให้มา ที่มาแล้ว ขอให้อยู่เป็นสุข.<br>&nbsp;ธรรม ๗ อย่างนี้ ตั้งอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นไม่มีความเสื่อมเลย มีแต่ความเจริญฝ่ายเดียว.<br>&nbsp;องฺ. สตฺตก. ๒๓/๒๑.<br>&nbsp;<br><strong>อริยทรัพย์ ๗</strong><br>&nbsp;ทรัพย์ คือ คุณความดีที่มีในสันดานอย่างประเสริฐ เรียก อริยทรัพย์ มี ๗ อย่าง คือ :-<br>&nbsp;๑. สัทธา เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ.<br>&nbsp;๒. สีล รักษา กาย วาจา ให้เรียบร้อย.<br>&nbsp;๓. หิริ ความละอายต่อบาปทุจริต.<br>&nbsp;๔. โอตตัปปะ สะดุ้งกลัวต่อบาป.<br>&nbsp;๕. พาหุสัจจะ ความเป็นคนเคยได้ยินได้ฟังมามาก คือจำทรงธรรมและรู้ศิลปวิทยามาก.<br>&nbsp;๖. จาคะ สละให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน.<br>&nbsp;๗. ปัญญา รอบรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์.<br>&nbsp;อริยทรัพย์ ๗ ประการนี้ ดีกว่าทรัพย์ภายนอก มีเงินทองเป็นต้น ควรแสวงหาไว้มีในสันดาน.<br>&nbsp;องฺ. สตฺตก. ๒๓/๕.<br>&nbsp;<br><strong>สัปปุริสธรรม ๗ อย่าง</strong><br>&nbsp;ธรรมของสัตบุรุษ เรียกว่า สัปปุริสธรรม มี ๗ อย่าง คือ :-<br>&nbsp;๑. ธัมมัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเหตุ เช่นรู้จักว่า สิ่งนี้เป็นเหตุแห่งสุข สิ่งนี้เป็นเหตุแห่งทุกข์.<br>&nbsp;๒. อัตถัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักผล เช่นรู้จักว่า สุขเป็นผลแห่งเหตุอันนี้ ทุกข์เป็นผลแห่งเหตุอันนี้.<br>&nbsp;๓. อัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักตนว่า เราว่าโดยชาติ ตระกูล ยศ ศักดิ์ สมบัติ บริวาร ความรู้ และคุณธรรมเพียงเท่านี้ ๆ แล้วประพฤติ ตนให้สมควรแก่ที่เป็นอยู่อย่างไร.<br>&nbsp;๔. มัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้ประมาณ ในการแสวงหาเครื่องเลี้ยงชีวิตแต่โดยทางที่ชอบ และรู้จักประมาณในการบริโภคแต่พอควร.<br>&nbsp;๕. กาลัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักกาลเวลาอันสมควรในอันประกอบกิจนั้น ๆ.<br>&nbsp;๖. ปริสัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประชุมชน และกิริยาที่จะต้องประพฤติต่อประชุมชนนั้น ๆ ว่า หมู่นี้เมื่อเข้าไปหา จะต้องทำกิริยาอย่างนี้ จะต้องพูดอย่างนี้ เป็นต้น.<br>&nbsp;๗. ปุคคลปโรปรัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเลือกบุคคลว่า ผู้นี้เป็นคนดีควรคบ ผู้นี้เป็นคนไม่ดี ไม่ควรคบ เป็นต้น.<br>&nbsp;องฺ. สตฺตก. ๒๓/๑๑๓.<br>&nbsp;<br><strong>สัปปุริสธรรมอีก ๗ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. สัตบุรุษประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ คือ มีศรัทธา มีความละอายต่อบาป มีความกลัวต่อบาป เป็นคนได้ยินได้ฟังมาก เป็นคนมีความเพียร เป็นคนมีสติมั่นคง เป็นคนมีปัญญา.<br>&nbsp;๒. จะปรึกษาสิ่งใดกับใคร ๆ ก็ไม่ปรึกษาเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.<br>&nbsp;๓. จะคิดสิ่งใดก็ไม่คิดเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.<br>&nbsp;๔. จะพูดสิ่งใดก็ไม่พูดเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.<br>&nbsp;๕. จะทำสิ่งใดก็ไม่ทำเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.<br>&nbsp;๖. มีความเห็นชอบ มีเห็นว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วเป็นต้น.<br>&nbsp;๗. ให้ทานโดยเคารพ คือเอื้อเฟื้อแก่ของที่ตัวให้ และผู้รับทานนั้น ไม่ทำอาการดุจทิ้งเสีย.<br>&nbsp;นัย. ม. อุป. ๑๔/๑๑๒.<br>&nbsp;<br><strong>โพชฌงค์ ๗</strong><br>&nbsp;๑. สติ ความระลึกได้.<br>&nbsp;๒. ธัมมวิจยะ ความสอดส่องธรรม.<br>&nbsp;๓. วิริยะ ความเพียร.<br>&nbsp;๔. ปีติ ความอิ่มใจ.<br>&nbsp;๕. ปัสสัทธิ ความสงบใจและอารมณ์.<br>&nbsp;๖. สมาธิ ความตั้งใจมั่น.<br>&nbsp;๗. อุเปกขา ความวางเฉย.<br>&nbsp;เรียกตามประเภทว่า สติสัมโพชฌงค์ไปโดยลำดับจนถึงอุเปกขาสัมโพชฌงค์.<br>&nbsp;สํ. มหา. ๑๙/๙๓.</p>



<div class="wp-block-kadence-spacer aligncenter kt-block-spacer-1384_319faf-19" id="8"><div class="kt-block-spacer kt-block-spacer-halign-center"><hr class="kt-divider"/></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">&nbsp;อัฏฐกะ คือ หมวด ๘</h2>



<p>&nbsp;<strong>โลกธรรม ๘</strong><br>&nbsp;ธรรมที่ครอบงำสัตว์โลกอยู่ และสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามธรรมนั้น เรียกว่าโลกธรรม. โลกธรรมนั้น ๘ อย่าง คือ มีลาภ ๑ ไม่มีลาภ ๑ มียศ ๑ ไม่มียศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑.<br>&nbsp;ในโลกธรรม ๘ ประการนี้ อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ควรพิจารณาว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรรู้ตามที่เป็นจริง อย่าให้มันครอบงำจิตได้ คืออย่ายินดีในส่วนที่ปรารถนา อย่ายินร้ายในส่วนที่ไม่ปรารถนา.<br>&nbsp;องฺ. สฏฺก. ๒๓/๑๕๘.<br>&nbsp;<br><strong>ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘ ประการ</strong><br>&nbsp;ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความกำหนัดย้อมใจ ๑.<br>&nbsp;เป็นไปเพื่อความประกอบทุกข์ ๑.<br>&nbsp;เป็นไปเพื่อความสะสมกองกิเลส ๑.<br>&nbsp;เป็นไปเพื่อความอยากใหญ่ ๑.<br>&nbsp;เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษยินดีด้วยของมีอยู่ คือมีนี่แล้วอยากได้นั่น ๑.<br>&nbsp;เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ. ๑.<br>&nbsp;เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ๑.<br>&nbsp;เป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก ๑.<br>&nbsp;ธรรมเหล่านี้พึงรู้ว่า ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระศาสดา.<br>&nbsp;ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด ๑.<br>&nbsp;เป็นไปเพื่อความปราศจากทุกข์ ๑.<br>&nbsp;เป็นไปเพื่อความไม่สะสมกองกิเลส ๑.<br>&nbsp;เป็นไปเพื่อความอยากอันน้อย ๑.<br>&nbsp;เป็นไปเพื่อความสันโดษยินดีด้วยของมีอยู่ ๑.<br>&nbsp;เป็นไปเพื่อความสงัดจากหมู่ ๑.<br>&nbsp;เป็นไปเพื่อความเพียร ๑.<br>&nbsp;เป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย ๑.<br>&nbsp;ธรรมเหล่านี้พึงรู้ว่า เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของ พระศาสดา.<br>&nbsp;องฺ. อฏฺก. ๒๓/๒๘๘.<br>&nbsp;<br><strong>มรรคมีองค์ ๘</strong><br>&nbsp;๑. สัมมาทิฏฐิ ปัญญาอันเห็นชอบ คือเห็นอริยสัจ ๔.<br>&nbsp;๒. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ ดำริจะออกจากกาม ๑ ดำริในอันไม่พยาบาท ๑ ดำริในอันไม่เบียดเบียน ๑.<br>&nbsp;๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือเว้นจากวจีทุจริต ๔.<br>&nbsp;๔. สัมมากัมมันตะ ทำการงานชอบ คือเว้นจากกายทุจริต ๓.<br>&nbsp;๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ คือเว้นจากความเลี้ยงชีวิตโดยทางที่ผิด.<br>&nbsp;๖. สัมมาวายามะ เพียรชอบ คือเพียรในที่ ๔ สถาน.<br>&nbsp;๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ คือระลึกในสติปัฏฐานทั้ง ๔.<br>&nbsp;๘. สัมมาสมาธิ ตั้งใจไว้ชอบ คือเจริญฌานทั้ง ๔.<br>&nbsp;ในองค์มรรคทั้ง ๘ นั้น เห็นชอบ ดำริชอบ สงเคราะห์เข้าในปัญญาสิกขา. วาจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ สงเคราะห์เข้าในสีลสิกขา. เพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจไว้ชอบ สงเคราะห์เข้าในจิตตสิกขา.<br>&nbsp;ม. มู. ๑๒/๒๖. อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๓๑๗.</p>



<div class="wp-block-kadence-spacer aligncenter kt-block-spacer-1384_7056ba-b2" id="9"><div class="kt-block-spacer kt-block-spacer-halign-center"><hr class="kt-divider"/></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">&nbsp;นวกะ คือ หมวด ๙</h2>



<p>&nbsp;<strong>มละ คือ มลทิน ๙ อย่าง</strong><br>&nbsp;โกรธ ๑<br>&nbsp;ลบหลู่บุญคุณท่าน ๑<br>&nbsp;ริษยา ๑<br>&nbsp;ตระหนี่ ๑<br>&nbsp;มายา ๑<br>&nbsp;มักอวด ๑<br>&nbsp;พูดปด ๑<br>&nbsp;มีความปรารถนาลามก ๑<br>&nbsp;เห็นผิด ๑.<br>&nbsp;อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๕๒๖.</p>



<div class="wp-block-kadence-spacer aligncenter kt-block-spacer-1384_5d76f0-aa" id="10"><div class="kt-block-spacer kt-block-spacer-halign-center"><hr class="kt-divider"/></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">&nbsp;ทสกะ คือ หมวด ๑๐</h2>



<p>&nbsp;<strong>อกุศลกรรมบถ ๑๐</strong><br>&nbsp;จัดเป็นกายกรรม คือทำด้วยกาย ๓ อย่าง<br>&nbsp;๑. ปาณาติบาต ทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง คือฆ่าสัตว์.<br>&nbsp;๒. อทินนาทาน ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยอาการแห่งขโมย.<br>&nbsp;๓. กาเมสุ มิจฉาจาร ประพฤติผิดในกาม.<br>&nbsp;จัดเป็นวจีกรรม คือทำด้วยวาจา ๔ อย่าง<br>&nbsp;๔. มุสาวาท พูดเท็จ.<br>&nbsp;๕. ปิสุณาวาจา พูดส่อเสียด.<br>&nbsp;๖. ผรุสวาจา พูดคำหยาบ.<br>&nbsp;๗. สัมผัปปลาปะ พูดเพ้อเจ้อ.<br>&nbsp;จัดเป็นมโนกรรม คือทำด้วยใจ ๓ อย่าง<br>&nbsp;๘. อภิชฌา โลภอยากได้ของเขา.<br>&nbsp;๙. พยาบาท ปองร้ายเขา.<br>&nbsp;๑๐. มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากคลองธรรม.<br>&nbsp;กรรม ๑๐ อย่างนี้ เป็นทางบาป ไม่ควรดำเนิน.<br>&nbsp;ที.มหา. ๑๐/๓๕๖. ที.ปาฏิ. ๑๑/๒๘๔. ม.มู. ๑๒/๕๒๑.</p>



<p>&nbsp;<strong>กุศลกรรมบถ ๑๐</strong><br>&nbsp;จัดเป็นกายกรรม ๓ อย่าง<br>&nbsp;๑. ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง.<br>&nbsp;๒. อทินนาทานา เวรมณี เว้นจากถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยอาการแห่งขโมย.<br>&nbsp;๓. กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากประพฤติผิดในกาม.<br>&nbsp;จัดเป็นวจีกรรม ๔ อย่าง<br>&nbsp;๔. มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากพูดเท็จ.<br>&nbsp;๕. ปิสุณาย วาจาย เวรมณี เว้นจากพูดส่อเสียด.<br>&nbsp;๖. ผรุสาย วาจาย เวรมณี เว้นจากพูดคำหยาบ.<br>&nbsp;๗. สัมผัปปลาปา เวรมณี เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ.<br>&nbsp;จัดเป็นมโนกรรม ๓ อย่าง<br>&nbsp;๘. อนภิชฌา ไม่โลภอยากได้ของเขา.<br>&nbsp;๙. อพยาบาท ไม่พยาบาทปองร้ายเขา.<br>&nbsp;๑๐. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบตามคลองธรรม.<br>&nbsp;กรรม ๑๐ อย่างนี้เป็นทางบุญ ควรดำเนิน.<br>&nbsp;ที. มหา. ๑๐/๓๕๙. ที ปาฏิ. ๑๑/๒๘๔. ม. มู. ๑๒/๕๒๓.<br>&nbsp;<br><strong>บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน.<br>&nbsp;๒. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล.<br>&nbsp;๓. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา.<br>&nbsp;๔. อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยการประพฤติถ่อมตนแก่ผู้ใหญ่.<br>&nbsp;๕. เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จด้วยการช่วยขวนขวายในกิจที่ชอบ.<br>&nbsp;๖. ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ.<br>&nbsp;๗. ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ.<br>&nbsp;๘. ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม.<br>&nbsp;๙. ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม.<br>&nbsp;๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ การทำความเห็นให้ตรง.<br>&nbsp;สุ.วิ. ๓/๒๕๖. อภิธมฺมตฺถสงฺคหปาลิ. ๒๙. ตฏฺฏีกา. ๑๗๑.<br>&nbsp;<br><strong>ธรรมที่บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ๑๐ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า บัดนี้เรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์แล้ว อาการกิริยาใด ๆ ของสมณะ เราต้องทำอาการกิริยานั้น ๆ.<br>&nbsp;๒. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า ความเลี้ยงชีวิตของเราเนื่องด้วยผู้อื่น เราควรทำตัวให้เขาเลี้ยงง่าย.<br>&nbsp;๓. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า อาการกายวาจาอย่างอื่นที่เราจะต้องทำให้ดีขึ้นไปกว่านี้ ยังมีอยู่อีก ไม่ใช่เพียงเท่านี้.<br>&nbsp;๔. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า ตัวของเราเองติเตียนตัวเราเองโดยศีลได้หรือไม่.<br>&nbsp;๕. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า ผู้รู้ใคร่ครวญแล้วติเตียนเราโดยศีลได้หรือไม่.<br>&nbsp;๖. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งนั้น.<br>&nbsp;๗. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตัวเราทำดีจักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว.<br>&nbsp;๘. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า วันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่.<br>&nbsp;๙. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรายินดีในที่สงัดหรือไม่.<br>&nbsp;๑๐. บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า คุณวิเศษของเรามีอยู่หรือไม่ ที่จะให้เราเป็นผู้ไม่เก้อเขินในเวลาเพื่อนบรรพชิตถามในกาลภายหลัง.<br>&nbsp;องฺ. ทสก. ๒๔/๙๑.<br>&nbsp;<br><strong>นาถกรณธรรม คือ ธรรมทำที่พึ่ง ๑๐ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. ศีล รักษากายวาจาให้เรียบร้อย.<br>&nbsp;๒. พาหุสัจจะ ความเป็นผู้ได้สดับรับฟังมาก.<br>&nbsp;๓. กัลยาณมิตตตา ความเป็นผู้มีเพื่อนดีงาม.<br>&nbsp;๔. โสวจัสสตา ความเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย.<br>&nbsp;๕. กิงกรณีเยสุ ทักขตา ความขยันช่วยเอาใจใส่ในกิจธุระของเพื่อนภิกษุสามเณร<br>&nbsp;๖. ธัมมกามตา ความใคร่ในธรรมที่ชอบ.<br>&nbsp;๗. วิริยะ เพียรเพื่อจะละความชั่ว ประพฤติความดี.<br>&nbsp;๘. สันโดษ ยินดีด้วยผ้านุ่ง ผ้าห่ม อาหาร ที่นอน ที่นั่ง และยา ตามมีตามได้.<br>&nbsp;๙. สติ จำการที่ได้ทำและคำที่พูดแล้วแม้นานได้.<br>&nbsp;๑๐. ปัญญา รอบรู้ในกองสังขารตามเป็นจริงอย่างไร.<br>&nbsp;องฺ. ทสก. ๒๔/ ๒๗.<br>&nbsp;<br><strong>กถาวัตถุ คือ ถ้อยคำที่ควรพูด ๑๐ อย่าง</strong><br>&nbsp;๑. อัปปิจฉกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้มีความปรารถนาน้อย.<br>&nbsp;๒. สันตุฏฐิกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้สันโดษยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้.<br>&nbsp;๓. ปวิเวกกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้สงัดกายสงัดใจ.<br>&nbsp;๔. อสังสัคคกถา ถ้อยคำที่ชักนำไม่ให้ระคนด้วยหมู่.<br>&nbsp;๕. วิริยารัมภกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ปรารภความเพียร.<br>&nbsp;๖. สีลกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ตั้งอยู่ในศีล.<br>&nbsp;๗. สมาธิกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำใจให้สงบ.<br>&nbsp;๘. ปัญญากถา ถ้อยคำที่ชักนำให้เกิดปัญญา.<br>&nbsp;๙. วิมุตติกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำใจให้พ้นจากกิเลส.<br>&nbsp;๑๐. วิมุตติญาณทัสสนากถา ถ้อยคำที่ชักนำให้เกิดความรู้ความเห็นในความที่ใจพ้นจากกิเลส.<br>&nbsp;องฺ. ทสก. ๒๔/๑๓๘.<br>&nbsp;<br><strong>อนุสสติ คือ อารมณ์ควรระลึก ๑๐ ประการ</strong><br>&nbsp;๑. พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า.<br>&nbsp;๒. ธัมมานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระธรรม.<br>&nbsp;๓. สังฆานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์.<br>&nbsp;๔. สีลานุสสติ ระลึกถึงศีลของตน.<br>&nbsp;๕. จาคานุสสติ ระลึกถึงทานที่ตนบริจาคแล้ว.<br>&nbsp;๖. เทวตานุสสติ ระลึกถึงคุณที่ทำบุคคลให้เป็นเทวดา.<br>&nbsp;๗. มรณัสสติ ระลึกถึงความตายที่จะมาถึงตน.<br>&nbsp;๘. กายคตาสติ ระลึกทั่วไปในกาย ให้เห็นว่า ไม่งาม น่าเกลียดโสโครก.<br>&nbsp;๙. อานาปานสติ ตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้าออก.<br>&nbsp;๑๐. อุปสมานุสสติ ระลึกถึงคุณพระนิพพาน ซึ่งเป็นที่ระงับกิเลสและกองทุกข์.<br>&nbsp;วิ. ฉอนุสฺสติ. ปม. ๒๕๐.</p>



<div class="wp-block-kadence-spacer aligncenter kt-block-spacer-1384_3b61b5-0f" id="11"><div class="kt-block-spacer kt-block-spacer-halign-center"><hr class="kt-divider"/></div></div>



<h2 class="wp-block-heading">&nbsp;ปกิณณกะ คือ หมวดเบ็ดเตล็ด</h2>



<p>&nbsp;<strong>อุปกิเลส คือ โทษเครื่องเศร้าหมอง ๑๖ อย่าง <sup>(๑)</sup></strong><br>&nbsp;๑. อภิชฌาวิสมโลภะ ละโมบไม่สม่ำเสมอ คือความเพ่งเล็ง.<br>&nbsp;๒. โทสะ. ร้ายกาจ.<br>&nbsp;๓. โกธะ โกรธ.<br>&nbsp;๔. อุปนาหะ ผูกโกรธไว้.<br>&nbsp;๕. มักขะ ลบหลู่คุณท่าน.<br>&nbsp;๖. ปลาสะ ตีเสมอ คือยกตัวเทียมท่าน.<br>&nbsp;๗. อิสสา ริษยา คือเห็นเขาได้ดี ทนอยู่ไม่ได้.<br>&nbsp;๘. มัจฉริยะ ตระหนี่.<br>&nbsp;๙. มายา มารยา คือเจ้าเล่ห์.<br>&nbsp;๑๐. สาเถยยะ โอ้อวด.<br>&nbsp;๑๑. ถัมภะ หัวดื้อ.<br>&nbsp;๑๒. สารัมภะ แข่งดี.<br>&nbsp;๑๓. มานะ ถือตัว.<br>&nbsp;๑๔. อติมานะ ดูหมิ่นท่าน.<br>&nbsp;๑๕. มทะ มัวเมา.<br>&nbsp;๑๖. ปมาทะ เลินเล่อ.<br>&nbsp;ม. มู. ๑๒/๒๖-๒๗,๖๕.<br>&nbsp;๑. ในธัมมทายาทสูตร ( ม. มู. ๑๒/๒๖-๒๗ ) ข้อ ๑ ว่า โลภะ ข้อ ๑ ว่า โทสะ ในวัตถุปมสูตร ( ม. มู. ๑๒/๖๕ ) ข้อ ๑ ว่า อภิชฌาวิสมโลภะ ข้อ ๒ ว่า พยาปาทะ. นอกนั้นเหมือนกัน.<br>&nbsp;<br><strong>โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ</strong><br>&nbsp;สติปัฏฐาน ๔<br>&nbsp;สัมมัปปธาน ๔ (ปธาน ๔).<br>&nbsp;อิทธิบาท ๔<br>&nbsp;อินทรีย์ ๕<br>&nbsp;พละ ๕<br>&nbsp;โพชฌงค์ ๗<br>&nbsp;มรรคมีองค์ ๘<br>&nbsp;</p>



<div class="wp-block-kadence-spacer aligncenter kt-block-spacer-1384_092709-c9"><div class="kt-block-spacer kt-block-spacer-halign-center"><hr class="kt-divider"/></div></div>



<div class="wp-block-kadence-advancedbtn kb-buttons-wrap kb-btns1384_eeb085-4e"><a class="kb-button kt-button button kb-btn1384_a16046-55 kt-btn-size-standard kt-btn-width-type-auto kb-btn-global-fill  kt-btn-has-text-true kt-btn-has-svg-false  wp-block-kadence-singlebtn" href="#2"><span class="kt-btn-inner-text">ธรรมะหมวด ๒</span></a>

<a class="kb-button kt-button button kb-btn1384_4ed506-a2 kt-btn-size-standard kt-btn-width-type-auto kb-btn-global-fill  kt-btn-has-text-true kt-btn-has-svg-false  wp-block-kadence-singlebtn" href="#3"><span class="kt-btn-inner-text">ธรรมะหมวด ๓</span></a>

<a class="kb-button kt-button button kb-btn1384_206377-19 kt-btn-size-standard kt-btn-width-type-auto kb-btn-global-fill  kt-btn-has-text-true kt-btn-has-svg-false  wp-block-kadence-singlebtn" href="#4"><span class="kt-btn-inner-text">ธรรมะหมวด ๔</span></a>

<a class="kb-button kt-button button kb-btn1384_998081-ef kt-btn-size-standard kt-btn-width-type-auto kb-btn-global-fill  kt-btn-has-text-true kt-btn-has-svg-false  wp-block-kadence-singlebtn" href="#5"><span class="kt-btn-inner-text">ธรรมะหมวด ๕</span></a>

<a class="kb-button kt-button button kb-btn1384_0994a6-97 kt-btn-size-standard kt-btn-width-type-auto kb-btn-global-fill  kt-btn-has-text-true kt-btn-has-svg-false  wp-block-kadence-singlebtn" href="#6"><span class="kt-btn-inner-text">ธรรมะหมวด ๖</span></a>

<a class="kb-button kt-button button kb-btn1384_e27f29-7f kt-btn-size-standard kt-btn-width-type-auto kb-btn-global-fill  kt-btn-has-text-true kt-btn-has-svg-false  wp-block-kadence-singlebtn" href="#7"><span class="kt-btn-inner-text">ธรรมะหมวด ๗</span></a>

<a class="kb-button kt-button button kb-btn1384_264f22-d5 kt-btn-size-standard kt-btn-width-type-auto kb-btn-global-fill  kt-btn-has-text-true kt-btn-has-svg-false  wp-block-kadence-singlebtn" href="#8"><span class="kt-btn-inner-text">ธรรมะหมวด ๘</span></a>

<a class="kb-button kt-button button kb-btn1384_871c1a-f0 kt-btn-size-standard kt-btn-width-type-auto kb-btn-global-fill  kt-btn-has-text-true kt-btn-has-svg-false  wp-block-kadence-singlebtn" href="#9"><span class="kt-btn-inner-text">ธรรมะหมวด ๙</span></a>

<a class="kb-button kt-button button kb-btn1384_658912-ad kt-btn-size-standard kt-btn-width-type-auto kb-btn-global-fill  kt-btn-has-text-true kt-btn-has-svg-false  wp-block-kadence-singlebtn" href="#10"><span class="kt-btn-inner-text">ธรรมะหมวด ๑๐</span></a>

<a class="kb-button kt-button button kb-btn1384_eacae3-04 kt-btn-size-standard kt-btn-width-type-auto kb-btn-global-fill  kt-btn-has-text-true kt-btn-has-svg-false  wp-block-kadence-singlebtn" href="#11"><span class="kt-btn-inner-text">เบ็ดเตล็ด</span></a></div>



<p></p><p>The post <a href="https://dhamma.lcbp.co.th/%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%97-%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84/">นวโกวาท ธรรมวิภาค</a> first appeared on <a href="https://dhamma.lcbp.co.th">นักธรรม ธรรมศึกษา บาลี</a>.</p>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://dhamma.lcbp.co.th/%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%97-%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
